Posted by Niwatsu
Wednesday, May 11, 2011 6:23:30 AM
สำหรับผมแล้ว ถุงพลาสติกใส 1 ใบขนาด 70 x 70 เซ็นติเมตรใส่อะไรได้บ้างน่ะ ? ผมนึกในใจขณะดูรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งในโตเกียว
11 พฤษภาคม ครบ 2 เดือนพอดีหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นทซึนามิโถมเข้ากวาดบ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง และชีวิตของผู้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ตามมาด้วยข่าววิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จังหวัดฟุกุชิม่าและการรีบเร่งอพยพผู้คน
ช่วงเกือบเดือนที่ผมมาอยู่ที่โตเกียว มีหลายครั้งที่มีโอกาสติดตามเรื่องราวผลกระทบและการจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวทางสถานีข่าวช่องต่างๆ..... แต่ข่าววานนี้ฉุดรั้งความรู้สึกของผมนัก
เป็นครั้งแรกที่ทางราชการอนุญาตให้ผู้อพยพที่อยู่ในรัศมี 20 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิม่าได้กลับไปเก็บข้าวของสำคัญที่บ้านของตนเอง โดยจัดรถบัสไว้ให้ผู้แทนครอบครัวๆ ละ 1 คนพร้อมกับชุดคลุมป้องกันรังสีและถุงพลาสติกใส 1 ใบ ขนาด 70 x 70 เซ็นติเมตร โดยมีเวลาให้เพียง 2 ชั่วโมง
120 นาทีนี้มีความหมายมากสำหรับผู้อพยพที่ต้องรีบเร่งจาก “บ้านเกิด/ที่อยู่อาศัย” ของพวกเขามาอย่างไม่คาดฝัน
แววตารื้นน้ำตาที่เห็นขณะกวาดสายตามองไปยัง “บ้าน” ที่บางหลังยังมีสภาพให้เห็นเป็นบ้าน ในขณะที่บางหลังเป็นเพียงซาก บอกผมอย่างนั้น
พวกเขาเปิดประตู ก้าวเข้าไปในบ้านของตนเอง มองสภาพข้าวของที่ตกหล่นกระจัดกระจายด้วยจิตใจเช่นไรกันหนอ เมื่อเห็นห้องที่เคยอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา มุมห้องที่เคยนั่งเล่น พูดคุยกันอย่างมีความสุข บัดนี้กลายสภาพเหลือเพียงซาก....ผมถามความรู้สึกของตัวเอง
ภาพชายวัยกลางคนเข้าไปเก็บป้ายชื่อคุณแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วจากหิ้งบูชา เก็บไว้อย่างทนุถนอมในห่อผ้า เพื่อนำติดตัวกลับไปกับเขาด้วย บอกผมว่า สำหรับเขาแล้ว ป้ายนั้นมีความสำคัญเยี่ยงไร
ภาพคุณตาวัย 89 ปี และคุณยายวัย 84 ปี พร้อมกับหลานสาววัย 19 ปี เฝ้ารอหลานชายวัย 21 ปีที่กลับมาพร้อมกับสิ่งของที่บรรจุเต็มอยู่ในถุงพลาสติกใบนั้น รวมทั้งภาพถ่าย 2 ใบ
ใบแรกเป็นภาพสองพี่น้องขณะยังเป็นเด็กถ่ายคู่กับคุณแม่
อีกใบเป็นภาพคุณพ่อตอนยืนอยู่กับวัวตัวใหญ่ที่ครอบครัวเลี้ยงไว้....
สมองผมมึนตื้อ ลมหายใจเป็นก้อนจุกแน่นอก
ผมเข้าใจดีแล้ว ถุงพลาสติกใสใบนี้ แม้มีขนาดเล็กแต่แท้จริงแล้วใหญ่นัก มีคุณค่าและความหมายยิ่งนัก เพราะพวกเขาใช้มันใส่เอาความทรงจำหอบกลับมา
สำหรับผมแล้ว ถุงพลาสติกใบนี้หนักเหลือเกิน เพราะมันเต็มไปด้วยความทรงจำในชีวิตที่มีต่อผู้คนที่สูญเสีย
ถ้าผมเป็นพวกเขา สำหรับถุงพลาสติกใส 1 ใบขนาด 70 x 70 เซ็นติเมตร ผมจะเก็บอะไรใส่กลับมาได้บ้างนะ ผมจะเข้มแข็งพอที่จะหอบหิ้วเอาความทรงจำเหล่านั้นกลับมาได้หรือเปล่านะ
Posted by Niwatsu
Sunday, February 20, 2011 8:11:28 AM
เพื่อให้เดินทางเข้าสู่เป้าหมาย การไม่มีการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ภายในปี 2015 ให้ได้นั้น UNAIDS เสนอไว้ว่า เราจำเป็นต้อง ทำให้เกิดการปฏิวัติด้านการป้องกันการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี (Revolutionize HIV Prevention) โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ชี้ทิศทางไว้ 4 เรื่องตามที่ผมได้ระบุไว้ในตอนที่แล้ว Zero New Infections in 2015 ในตอนต่อนี้ผมขอพูดถึงเฉพาะยุทธศาสตร์ 2 ยุทธศาสตร์คือ
1. การปฏิวัติในส่วนของการเมือง นโยบายและการปฏิบัติด้านการป้องกัน
2. การสร้างเสริมแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อให้เกิดความมุ่งมั่นในการดำเนินงาน
หากการปฏิวัติคือการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องการป้องกันฯ อย่างถอนรากถอนโคนต้องคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง
UNAIDS พูดเสมอและดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าการรู้จักปัญหาการแพร่ระบาดจะช่วยให้รู้ว่าจะป้องกันแก้ไขปัญหาได้อย่างไร (Knowing your epidemic knowing your response) จึงพยายามส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ มีการจัดทำข้อมูลทางระบาดวิทยา และมีการสำรวจความชุก ติดตามเฝ้าระวัง รวมทั้งการคาดการณ์แนวโน้มการรับ-ถ่ายทอดเชื้อรายใหม่ เป็นการแนะนำให้ประเทศดำเนินการแก้ไขปัญหาบนหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ต้องจัดทำขึ้น
ขณะนี้ทั้งแนวคิดและเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ได้ชี้เป้าหมายมาร่วม 10 ปีแล้วว่า หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมีอัตราการแพร่ระบาดของเอชไอวีอยู่ในกลุ่มประชากรหลักๆ ไม่กี่กลุ่ม ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงสุด” (The Most At Risk Populations) หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ม๊าบส์ (MARPs) ซึ่งหลัก ๆ ที่เขากล่าวถึงกันคือ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีการฉีด (IDU) และแรงงานบริการทางเพศ (SW) ส่วนกลุ่มอื่นๆ ก็แล้วแต่ละประเทศที่อาจมีการระบุแตกต่างกันไป
เพื่อลดปัญหาการรับ-ถ่ายทอดเชื้อในกลุ่มประชากรกลุ่มนี้ลง ก็ได้มีการรณรงค์ว่า ให้ลดหรือขจัดอุปสรรคทางกฎหมายและนโยบายที่กีดขวางไม่ให้คนเหล่านี้เข้าถึงการป้องกันและดูแลตนเองได้ เช่น ควรมีการส่งเสริมและให้ใช้อุปกรณ์กับเข็มสะอาดในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดฯ โดยไม่ถูกจับกุมข้อหาเสพยาเสพติด หรือไม่มีการจับกุมแรงงานบริการทางเพศที่พกถุงยางฯ ในข้อหาชักชวนให้มีการซื้อบริการ หรือมีพื้นที่ในสังคมให้คนที่มีอัตลักษณ์ตัวตน มีวิถีทางเพศที่แตกต่างหลากหลายโดยไม่มองเป็นความผิดบาปหรืออาชญากรรม เป็นต้น
ผมนะยังยืนยันว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับความคิดที่พูดเรื่อง “กลุ่มเสี่ยง” แต่เห็นด้วยกับวิธีมองว่า กลุ่มคนเหล่านั้นมีความเสี่ยงเพราะเหตุใด และเห็นด้วยกับความพยายามดำเนินการแก้ไขเหตุนั้นๆ ให้หมดไป โดยไม่ทำให้เกิดการตีตราและเลือกปฏิบัติ อันเป็นการดำเนินการบนฐานการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่กรุงเทพฯ ก็ได้มีการแถลงข่าวของ Global Commission on HIV and the Law โดยการสนับสนุนของ UNDP และ UNAIDS เพื่อทบทวนอุปสรรคและข้อจำกัดทางกฎหมายที่ขัดขวางการเดินหน้าป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิกฟิก ในใบแถลงข่าวได้ระบุว่า หลังเผชิญปัญหาเอดส์มาร่วม 30 ปี ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ยังคงมีการใช้กฎหมายและการปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคขัดขวางสิทธิของผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวีและผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบางต่อการรับ-ถ่ายทอดเชื้อฯ อยู่
คณะกรรมการชุดนี้สมาชิกทั้งหมด 15 คน มีคนไทยด้วย 1 คน คือ อาจารย์จอน อึ้งภากรณ์ ได้ระบุว่า ทั่วทั้งภูมิภาค มีกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ล้าหลังนโยบายเอชไอวีของประเทศ ทำให้เป็นอุปสรรคขัดขวางการป้องกัน ดูแล รักษา อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มี 19 ประเทศที่ยังคงระบุว่าความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นอาชญากรรม มี 29 ประเทศที่ระบุว่างานบริการทางเพศเป็นอาชญากรรม และมีหลายประเทศที่ใช้มาตรการบังคับบำบัดต่อผู้ใช้ยาเสพติดโดยมีบางกรณี (11 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย) ที่กำหนดโทษเกี่ยวกับยาเสพติดถึงขั้นประหารชีวิต 
นี่ละมั่ง ??? ที่ว่ากันว่า เป็น 1 ในแนวทางที่ต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์ข้อ 1 และ 2 ข้างต้น เพื่อให้เกิดการนำไปสู่การปฏิวัติด้านการป้องกันฯ
ผมเองก็เห็นด้วยกับแนวทางข้างต้นครับ เพราะได้แสดงให้เห็นว่า เรากำลังมองเห็นอุปสรรคที่ขัดขวางการเข้าถึงและได้รับบริการสุขภาพของคนกลุ่มหนึ่งอยู่ และควรมีการดำเนินการเพื่อทบทวน ปรับปรุง แก้ไขข้อกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติต่างๆ ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากลและสิทธิด้านสุขภาพ เพื่อให้เราเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าวได้จริง
แต่การปฏิวัติในส่วนการเมือง กฎหมายและนโยบายต่างๆ นั้นจะทำได้มากน้อยเพียงใด ยังเป็นข้อกังขาอยู่ เพราะการดำเนินการตามยุทธศาสตร์นั้นต้องมีหลักคิดพื้นฐานในการนำทางที่สำคัญก่อน นั่นคือ หลักการที่ “มองคนเป็นคน” ไม่ได้มองแต่เพียงอัตลักษณ์หรือตัวตนบางด้านของเขาว่าเป็นผู้ใช้ยาฯ เป็นเกย์ เป็นหญิงบริการ หรือเป็นนั่นเป็นนี่ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการทำไปอย่างรู้สึกอึดอัดขัดแย้งและลักลั่นตลอดเวลา อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดการตีตราและเลือกปฏิบัติกับคนกลุ่มนี้ไปเสียอีกด้วย
ส่วนที่ต้องทำควบคู่กันไปคือในการปฏิวัติข้างต้นคือ การปฏิวัติความคิดของเราในการมองการแก้ไขปัญหาเอดส์ด้วย คือนอกจากมองให้ทะลุกรอบคิดทางระบาดวิทยาการแพทย์ที่กดทับก้อนสมองเราอยู่แล้ว ผมยังอยากเชิญชวนให้เราทำการปฏิวัติความคิดเรื่อง “เพศ” ที่ปรากฏเป็นการอบรมสั่งสอนในสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา ในนโยบายของรัฐในประเทศเราด้วยครับ
อยากท้าชวนให้พวกเรามองเรื่องเพศให้หลุดออกไปจากกรอบที่กักขังเราไว้จากการถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เกิด ด้วยการมองว่า
- เพศและความเป็นเพศ มีมากกว่า เพศหญิงเพศชาย
- รูปแบบความสัมพันธ์และวิถีทางเพศ ก็ไม่ได้มีเพียง “รักต่างเพศ” แต่มีหลากหลายมากมายกว่านั่น
- การมีเพศสัมพันธ์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นไปเพื่อหน้าที่ในการสืบทอดเผ่าพันธุ์เท่านั้น
- ความสัมพันธ์ทางเพศไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงแต่ในกรอบความถูกต้องเหมาะสมของสถาบันการแต่งงานและครอบครัวเพียงเท่านั้น
แถมท้ายด้วยว่า.....
หากปฏิวัติความคิดเรื่องเพศของเราเช่นนี้ได้ ผมคิดว่า การรณรงค์เรื่องเพศ เรื่องเอดส์ก็ไม่ต้องมุ่งเน้นแนวทางขู่ให้กลัว ซึ่งทำให้การพูดคุย การสื่อสารเรื่องเพศ เรื่องถุงยางอนามัย ตกหลุมอยู่แต่ในเรื่องอันตรายและความน่ากลัว ไม่น่าไว้วางใจใครแต่เพียงมิติเดียวเท่านั้น เพราะนั่นทำให้เรื่องเพศสัมพันธ์ที่เรารณรงค์กันมากกว่า 30 ปีตั้งแต่เริ่มยุคสมัยแห่งเอดส์ กลายเป็นเรื่องเชื้อโรค อันตราย และเรื่องต้องห้าม
เรามาปฏิวัติการเรียนรู้เรื่องเพศ ทำให้การพูดคุย สื่อสาร เรียนรู้เรื่องเพศมีมิติที่รอบด้าน เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก มีชีวิตชีวา มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นกันเถอะ นั่นน่าจะทำให้การปฏิวัติด้านการป้องกันฯ เอชไอวีเซ็กส์ซี่ขึ้นเยอะเลย (Make Revolutionize HIV Prevention more Sexy)
Posted by Niwatsu
Saturday, February 12, 2011 10:32:49 PM
คราวที่แล้วเกริ่นกันไปเรื่อง ศูนย์สามตัว หรือ ตองศูนย์ (000) ที่เป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของ UNAIDS เมื่อถึงสิ้นปี 2010 ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาในการรณรงค์เรื่อง “การเข้าถึงอย่าง ทั่วถึง เท่าเทียม ภายในปี 2010” (UA 2010) และตอนนี้แต่ละประเทศที่ร่วมกันลงนามในปฏิญญาสหประชาชาติ ก็คงอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานความคืบหน้าเพื่อดูว่าประเทศของตนได้เดินหน้าตามเป้าหมาย UA 2010 ได้ถึงไหนกัน สำหรับของประเทศไทยนั้น เอาไว้ค่อยมาพูดกันในตอนต่อๆ ไปนะครับ
ตอนนี้ขอกลับมาว่าในรายละเอียดของส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ของ UNAIDS สำหรับปี 2011 – 2015 กันก่อน โดยในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา (2553) UNAIDS ออกเอกสารมาชิ้นนี้ซึ่งมีความยาว 64 หน้ากระดาษ ภาคประชาสังคมในระดับโลกหลายกลุ่มก็เวียนเอกสารชิ้นนี้กันเพื่อช่วยกันทบทวนและให้ความคิดเห็น เพราะจะถือเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งที่จะใช้ในการจัดประชุมระดับสูง (High Level Meeting) ในช่วงมิถุนายน 2554 นี้ที่สำนักงานสหประชาชาติ กรุงนิวยอร์คนู้น
ผมได้รับเอกสารชิ้นนี้มาจากกลุ่มเพื่อนประชาสังคมนานาชาติ หลังจากนั้นพิจารณาอยู่นานว่ามันมีประโยชน์อย่างไรกับเราบ้าง และจะทำให้มันมีประโยชน์อย่างไรกับเราบ้าง ก็เลยเลือกหยิบหน้าเดียว(หน้า 7)จากเอกสารทั้งหมด 64 หน้ามาเล่าให้พวกเราฟังก่อน โดยมองว่า เราเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมวาระเอดส์ภาคประชาชนฉบับที่สอง (ฉบับแรกเผยแพร่ในปี 2550) ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำแผนฯ เอดส์ชาติฉบับปี 2555 – 2559 อยู่เช่นกัน เราก็น่าจะเห็นประโยชน์กันในระดับว่า ในทางสากลนั้นเขากระตุ้นการมองทิศวางทางเรื่องเอดส์ไว้อย่างไร แล้วเราเองอยากมองทิศวางทางเรื่องงานของเรา ทั้งของภาคประชาชนและประเทศชาติไว้อย่างไรด้วยเช่นกัน
เอกสารหน้า 7 ที่ผมว่าถึงนี้ วางโครงสร้างการนำเสนอไว้ 2 ส่วนหลักๆ คือ
ส่วนแรกเป็นส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของ ภาพอนาคตและเป้าหมาย (Vision and Goals) และส่วนที่สองเป็นส่วนที่ว่าด้วยเรื่องยุทธศาสตร์ที่ใช้ชี้ทิศทาง (Strategic Direction) ให้มองว่า หากเดินไปตามทิศทางนี้ ก็จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และเห็นภาพอนาคตที่วางไว้เกิดขึ้นเป็นจริงได้
หากเป็นภาคประชาสังคมเขียน เราคงกล่าวถึง “ความเชื่อ” ที่กำกับความคิด ทิศทางที่เราจะใช้เดินไปให้ถึงเป้าหมายเอาไว้ด้วย แต่นี่เป็น UN นะ เขาไม่ได้ระบุความเชื่อของเขาออกมาตรงๆ แต่เขามักเรียกมันว่า เป็นหลักการที่ใช้นำทาง (Guiding Principle)
UNAIDS กำหนดไว้ว่าภายใน 2015 นี้ ทั่วทั้งโลกต้องมีพันธะสัญญาร่วมกันใน 2 เรื่อง คือ
- การหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเอชไอวี ตามภาพสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหสวรรษใหม่ (MDG)
- การบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงบริการป้องกัน ดูแลรักษา และสนับสนุนอย่างถ้วนหน้าและเท่าเทียม
UNAIDS บอกว่า หากต้องการบรรลุพันธะสัญญาที่จะให้ร่วมกันไว้ ก็ต้องพิจารณา 3 เรื่องใหญ่ หรือก็คือ สามศูนย์ หรือ ศูนย์สามตัว (000) ตามที่ได้เคยเขียนถึงไปแล้วในครั้งก่อน แต่คราวนี้ผมจะชวนดูรายละเอียดของศูนย์ที่ละตัวครับ
ศูนย์ตัวแรก เป็นเรื่องของการป้องกันการติดเชื้อฯ รายใหม่ ซึ่ง UNAIDS กำหนดภาพอนาคต สำหรับ “0” ตัวนี้ไว้ว่า “การไม่มีการติดเชื้อฯ รายใหม่" (Zero New Infections) ภายในปี 2015 โดยกำหนดเป้าหมายหลักไว้ 3 เป้าหมายดังนี้
- การรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ลดลงครึ่งหนึ่ง โดยรวมถึงกลุ่มเยาวชน ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และในบริบทของการให้บริการทางเพศ
- การถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีทางตรง (Vertical transmission of HIV) หมดไป และอัตราการเสียชีวิตที่สัมพันธ์กับเอดส์ของแม่ลดลงครึ่งหนึ่ง
- กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดทุกคนได้รับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่
สำหรับในส่วนของทิศทางทางยุทธศาสตร์ในเรื่องการป้องกันนั้น UNAIDS ได้กำหนดทิศวางทางไว้ว่า เพื่อให้บรรลุภาพอนาคตและเป้าหมายดังกล่าวในอีก 5 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องทำให้เกิดการปฏิวัติด้านการป้องกันการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี (Revolutionize HIV Prevention) โดยมองทิศทางทางยุทธศาสตร์ ไว้ 4 เรื่องสำคัญดังนี้
- การปฏิวัติในส่วนของการเมือง นโยบายและการปฏิบัติด้านการป้องกัน
- การสร้างเสริมแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อให้เกิดความมุ่งมั่นในการดำเนินงาน
- การสนับสนุนให้ชุมชนของผู้ที่มีและได้รับผลกระทบจากเอชไอวี ผู้หญิงและเยาวชน ลุกขึ้นมานำหรือกระตุ้นการขับเคลื่อนทางสังคมเรื่องเพศวิถี และการให้การศึกษาเรื่องเอชไอวีและการใช้ยาเสพติดสำหรับทุกคน
- เราจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายสำคัญของการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในมหานครใหญ่ๆ และสร้างหลักประกันที่เพียงพอในการเข้าถึงโปรแกรมการป้องกันเอชไอวีที่มีคุณภาพและมีประสิทธิผลคุ้มค่า โดยรวมเอาข้อค้นพบสำคัญทางวิทยาศาสตร์เข้าไว้ด้วย
ข้อสังเกตเบื้องต้นที่ผมอยากชวนมองไปในรายละเอียด “0” ตัวแรกด้านการป้องกันนี้คือ ข้อสังเกตในส่วนของเป้าหมายหลัก 3 เป้าหมาย
หนึ่ง สังเกตดูดีๆ นะครับ ว่า UNAIDS มองภาพความสำเร็จในด้านการป้องกันไว้ จำแนกเป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มเยาวชน กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย กลุ่มผู้ให้และซื้อบริการทางเพศ กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ และกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด นั่นคงเป็นเพราะหลักฐานทางระบาดวิทยาบอกว่า พบอัตราความชุกในการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีรายใหม่สูงในกลุ่มคนเหล่านี้ และเพื่อทำให้การป้องกันสัมฤทธิ์ผลดังตั้งเป้า จะต้องมุ่งเน้นบริการไปยังกลุ่มคนเหล่านี้
ผมเองอยากเสนอว่า การมองภาพอนาคตในการทำงานของเราต้องมองหลุดออกไปจากกรอบคิดแบบ “กลุ่มเสี่ยง” ซึ่งเป็นกรอบคิดทางระบาดวิทยาการแพทย์ให้ได้ โดยเรายังคงใช้ข้อมูล ความรู้ทางระบาดวิทยาเพื่อให้รู้ว่า มีอัตราการรับ-ถ่ายทอดเชื้อรายใหม่สูงในคนกลุ่มใดบ้าง แต่ต้องมองทะลุกรอบนี้ออกไปให้เห็นภาพการป้องกันการรับ-ถ่ายทอดเชื้อรายใหม่ผ่านทางเพศสัมพันธ์ 4 รูปแบบคือ วิถีและรูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ในส่วนของเยาวชน ในส่วนของชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ในส่วนของการให้บริการทางเพศ และในส่วนของเพศสัมพันธ์แบบหญิงชายในความสัมพันธ์แบบคู่แต่งงานหรือคู่รัีก
ผมเชื่อและมีอคติส่วนตัวว่า การแก้ไขปัญหาโดยมองแบบ “กลุ่มเสี่ยง” เป็นภาพลวงตาของการแก้ไขปัญหาที่ไม่มีวันสำเร็จ หนำซ้ำยังทำให้เกิดภาพประทับตราบาปด้วยว่า คนกลุ่มเสี่ยงนั้นๆ เป็นคนไม่ดี เป็นต้นตอของปัญหา ซึ่งนำไปสู่การเลือกปฏิบัติและจำกัดหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นมนุษย์ของกลุ่มคนเหล่านั้นในที่สุด ผมเสนอว่า หากจะมองทางให้เห็นทางจริงๆ เราต้องมองไปที่วิถีและรูปแบบความสัมพันธ์ในการมีเพศสัมพันธ์ของกลุ่มคนต่างๆ และดูว่าอะไรเป็นเงื่อนไข เป็นอุปสรรคให้กลุ่มคนกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์หรือวิถีชีวิตทางเพศในแบบต่างๆ ไม่สามารถดูแลและป้องกันตนเองได้
สำหรับอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการป้องกันฯ นั้นผมไม่ปฏิเสธว่าเราต้องมี ถุงยางอนามัย สารหล่อลื่น ฯลฯ รวมทั้งอุปกรณ์และเข็มสะอาดสำหรับผู้ที่ใช้ยาเสพติด
แต่เราต้องการอะไรที่มากกว่านั้น คือ การมองเห็นพวกเขาเป็นคน เป็นมนุษย์เยี่ยงเรา เพียงแต่เป็นมนุษย์ที่มีวิถีและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน
แทนที่จะไปเพ่งมองว่าพวกเขาเป็นปัญหา เราอาจต้องมองภาพกว้างกว่านั้น ว่ามีกรอบความเชื่อ ทัศนคติ และกฎเกณฑ์หรือกติกาอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของพวกเขา ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอย่างไรบ้าง และใช้โอกาสนี้สำรวจดูว่า กรอบและกฎเกณฑ์เหล่านั้นก็เป็นโครงครอบเราอยู่ด้วยเช่นกันหรือไม่ ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร ไปตามสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของโลกยุคใหม่
สอง “การถ่ายทอดเชื้อทางตรงหมดไป” หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำนี้ อีกทั้งฟังดูไม่ค่อยสื่ออะไรชัด ๆ แต่เริ่มมีการใช้คำนี้แทนคำเรียกว่า “การถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก” ซึ่งมีนัยยะของการสร้างตราบาปให้กับผู้หญิงว่าเป็นผู้ที่ทำให้ลูกได้รับเชื้อเอชไอวี อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะว่าเป็นความพยายามปรับเปลี่ยนการสื่อสารที่ไม่สร้างผลกระทบหรือเกิดการกล่าวร้ายต่อผู้อื่น
ความท้าทายของประเทศไทยต่อเรื่องนี้น่าจะเป็น การทำงานด้านเอชไอวีเรื่องนี้เชื่อมโยงเข้ากับบริการสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ขั้นพื้นฐานของประเทศ และปรับปรุงบริการพื้นฐานที่
จำเป็น ให้ผู้หญิงมีทางเลือกมากขึ้น มีอำนาจการตัดสินใจในเนื้อตัวร่างกายของตนเอง และมีสิทธิเหนือระบบอนามัยเจริญพันธุ์ของตนเองมากขึ้น
UNAIDS บอกว่า จะบรรลุเป้าหมาย 3 เป้าด้านการป้องกันนี้ได้ต้อง มียุทธศาสตร์ที่ ทำให้เกิดการปฏิวัติด้านการป้องกันการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี (Revolutionize HIV Prevention) อ่านแล้วดูขึงขังมากครับ แต่ว่าจะทำให้เกิดการปฎิวัติอย่างไรนั้น UNAIDS ทำยุทธศาสตร์ชี้ทิศไว้ 4 เรื่องข้างต้น เราค่อยมาว่ากันต่อครั้งหน้านะครับ แต่ว่าผมอยากส่งท้ายตอนนี้ด้วยการย้ำอีกครั้งว่า ก่อนอื่นเราจะต้องปฏิวัติความคิด ความเชื่อของเราในการมองงานเอดส์ก่อน โดยมองให้ทะลุกรอบคิดทางระบาดวิทยาการแพทย์ที่กดทับก้อนสมองเราอยู่ให้ได้ครับ
Posted by Niwatsu
Sunday, January 16, 2011 4:24:10 AM
ปลายปี 2010 ที่ผ่านมา ขณะที่ทั่วโลกอยู่ในช่วงเคาท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2011 UNAIDS ที่เจนีวาก็เช่นกัน แต่การเคาท์ดาวน์ของ UNAIDS เป็นการนับถอยหลังไปสู่ปี 2015 ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ผมจะเล่าให้ฟัง
ย้อนหลังไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว หรือในปี 2001 ที่มีการจัดประชุมสมัชชาสหประชาชาติวาระพิเศษว่าด้วยเรื่องเอชไอวี/เอดส์ หรือที่รู้จักกันว่า UNGASS แล้ว(เกือบ)ทั่วโลกก็ถือเอาเอดส์เป็นวาระสำคัญ มีประเทศต่างๆ ร่วมลงนาม (รวมทั้งลงแต่เพียงในนาม) ด้วยกันอย่างคับคั่ง ตามมาด้วยการกระตุ้นการทำงานด้านเอดส์ระดับโลกของจอมขมังเวทย์อย่าง WHO ที่ร่ายเวทย์มนต์ “ประชานิยม” อย่าง 3 x 5 (ให้ผู้ติดเชื้อผู้ป่วยเอดส์ 3 ล้านคน เข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสในปี 2005) และมีการจัดตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องเอดส์อย่าง GFATM เพื่อให้เงินกินเปล่า(บางคนเรียกเงินบาป เอ่ย! เงินบริจาคจากประเทศ G 8 ที่ร่ำรวยจากความยากจนของประเทศอื่นๆ ) เพื่อทำงานแก้ไขปัญหาเอดส์ ซึ่งส่งผลทำให้บรรยากาศโลกเปลี่ยนไป
ผ่านไป 5 ปี มนต์ดำของ WHO แม้ดูว่าจะไม่สำเร็จ แต่ก็นับว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นมิใช่น้อย หลังจากวิเคราะห์กันจนหน้าดำคร่ำเครียด UNAIDS ก็ออกรายงานตามถนัดออกมาอีกว่า เมื่อบรรยากาศโลกเปลี่ยนไป เราต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่แล้ว เพราะการตอบสนองแก้ไขปัญหาเอดส์ต้องชี้เป็นชี้ตายกันอยู่ที่ระดับประเทศ โดยต้องอาศัยพลังจากประเทศต่างๆ เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเอดส์
UNAIDS จึงเสนอตั้งวงเล่นไพ่ และวางแผนการต่อกรกับเอชไอวีด้วยไพ่ตอง “111” (หนึ่งสามตัว) พร้อมทำหน้าที่แทน WHO ด้วยการร่ายมนต์ใหม่ “ประชานิยม”รอบ 2 อย่าง UA 2010 ขึ้นสำทับ (คราวนี้ให้ทุกคนที่จำเป็นและต้องการ สามารถเข้าถึงการป้องกัน ดูแล รักษา อย่างถ้วนหน้า เท่าเทียมภายในปี 2010)
UNAIDS เปิดหน้าไพ่อธิบายว่า
1 ตัวแรกคือ ทั้งประเทศมีกลไกหนึ่งเดียว
1 ตัวที่สองคือ ทั้งประเทศมีแผนหนึ่งเดียว
1 ตัวที่สาม (ตัวสุดท้าย)คือ ทั้งประเทศมีระบบการติดตามประเมินผลหนึ่งเดียว
โดยชวนประเทศต่างๆ ให้เชื่อว่า ด้วยเลขตองหนึ่งแบบนี้จะช่วยให้ประเทศต่างแก้ไขปัญหาเอดส์ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ผ่านไปอีก 5 ปี พอสิ้นปี 2010 ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ปัญหายังคงมีอยู่เหมือนเดิม และหลังจากวิเคราะห์กันจนหน้าดำคร่ำเครียด UNAIDS ก็ออกรายงานตามถนัดออกมาอีกว่า (ฟังดูคุ้นๆ ไหมประโยคนี้) เราต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ เพราะเรากำลังก้าวเดินเข้าสู่เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษใหม่ (MDG) ที่กำหนดไว้ในปี 2015 การนับถอยหลังปี 2010 ครั้งนี้จึงต้องนับถอยหลังด้วยเวลา 5 ปี
ที่เรียกว่านับถอยหลังก็เพราะ เลขไพ่ใหม่ของ UNAIDS คราวนี้คือ “000” (ศูนย์สามตัว) 
ที่ว่ากันว่า เป็นการหงายหน้าไพ่เล่นกันจนเหลือ 0 หรือหมดหน้าตักแล้ว โดยยังไม่รู้ว่าจะเป็นการนับถอยหลังครั้งสุดท้ายหรือไม่
ว่าแล้ว UNAIDS ก็เริ่มต้นร่ายมนต์บทใหม่ “ประชาวิวัฒน์” ที่เรียกร้องการปฏิรูปสังคมและการเมืองรับปี 2011
คราวนี้ UNAIDS เปิดหน้าไพ่อธิบายภาพอนาคตด้วยเสียงแปร่งๆ ว่า เพื่อเป็นการบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงบริการป้องกัน ดูแล รักษา และสนับสนุนอย่างถ้วนหน้าเท่าเทียมในปี 2015 และเพื่อเป็นการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเอชไอวี ตามภาพสำเร็จของเป้าหมายของการพัฒนาแห่งสหัสวรรษใหม่ภายในปี 2015 เช่นนี้แล้ว ต้องมุ่งหน้าไปสู่ 000
0 ตัวแรกคือ Zero new Infections หรือ “ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่” พร้อมทุบโต๊ะเสียงดังเกทับหมดหน้าตักว่า เราจำเป็นต้อง “เดินไปสู่การปฏิวัติการป้องกันเอชไอวี” หรือ Revolutionise HIV Prevention
0 ตัวที่สอง คือ Zero AIDS-related Deaths หรือ “ไม่มีผู้ที่เสียชีวิตด้วยอาการสัมพันธ์กับเอดส์แม้แต่รายเดียว” คราวนี้ “ต้องเร่งเร้าการเดินหน้าไปสู่ระยะถัดไปของการดูแลรักษาและสนับสนุน” หรือ Catalyse the next phase of treatment, care and support
0 ตัวที่สาม (ตัวสุดท้าย) คือ Zero Discrimination หรือ “มิมีผู้ใดถูกเลือกปฏิบัติ” ซึ่งจะทำเช่นนี้ได้ต้องอาศัย “การขับเคลื่อนความเสมอภาคทางเพศภาวะและสิทธิมนุษยชนเพื่อการตอบสนองต่อเอชไอวี” หรือ Advance human rights and gender equality for the HIV response
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่าเวลา 10 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก และ UNAIDS ก็ได้ทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ใหม่มาเสนอแล้ว ประชาสังคมทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันในระดับรากหญ้า (Low Level Meeting) เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปร่วมประชุมชั้นสูง (High Level Meeting) กลางปี 2011 นี้ เพื่อช่วยกันดูว่าเลขมหัศจรรย์ 0 สามตัวนี้ จะช่วยกันสร้างฝันให้เป็นจริงได้แค่ไหน
ขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังนับถอยหลังแผนฯ เอดส์ฉบับเดิมและเริ่มต้นมองหาแผนฯ เอดส์ฉบับใหม่ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะว่ากันอย่างไร ครั้งหน้าค่อยมาพูดกันต่อนะ
Posted by Niwatsu
Sunday, November 21, 2010 9:43:06 PM
เสียงเดินเบสทุ้มนุ่มเบาๆ ของกีตาร์เบสไฟฟ้าให้จังหวะสม่ำเสมอ ชายหนุ่มผิวคล้ำผมสั้นกระเซิงกำลังกรีดปลายนิ้วพร่างพรมลงบนกีตาร์โปร่งด้วยสำเนียงบลูส์เศร้าๆ
“วันจันทร์เป็นวันที่วุ่นวายคล้ายพายุฝนลมแรง 
วันอังคารก็นับเป็นวันที่แย่
แต่วันพุธยิ่งแย่กว่า.........
วันอาทิตย์ฉันไปเข้าโบสถ์ ก้มหน้านั่งคุกเข่าสวดอ้อนวอนบอกพระเจ้า....ทรงโปรดเมตตาลูกน้อยด้วย”
นักดนตรีสองคนเล่นและร้องเพลงบลูส์ อยู่บนเวทีการแสดงของศูนย์อาหารไนท์บาร์ซาร์ จังหวัดเชียงใหม่.............เพลงของเขาเพราะ แต่เนื้อเพลงเศร้า เสียงของเขา...เหงาเหลือเกิน
สมบัติกวาดสายตามองไปรอบๆ ห่างไป 4 – 5 โต๊ะมีชายชาวต่างชาติ 2 คนนั่งกินดื่มอยู่ ที่โต๊ะมีเด็กชายเอเชีย 2 คนอายุราว 8 – 10 ขวบ นั่งรวมอยู่ด้วย มือของเด็กน้อยประคองถือน้ำแข็งใสอยู่ในถ้วย
หัวเขาหมุนวน.......ค่ำคืนนี้ที่เชียงใหม่ คืนวันยี่เป็ง ก็เป็นเช่นค่ำคืนที่ผ่านมา
ภาพเด็กชายตัวน้อยๆ อีกหลายคนเดินตามนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เห็นอยู่ทั่วไปในย่านท่องเที่ยว ลอยคว้างปะปนอยู่กับโคมลอยระยิบแสงบนท้องฟ้า เขานึกลำดับภาพถัดไป............
สมบัติมองไปอีกครั้งเห็นหญิงต่างชาติอีก 1 คนเข้ามานั่งสมทบร่วมโต๊ะเดียวกัน ....หรือพวกเขาจะเป็นกลุ่มมิชชันนารีใจดีที่พาเด็กชายตัวน้อยๆ สองคนมากินข้าวด้วย ......พวกเขาพากันเดินจากไปแล้ว
บนถนนบริเวณใกล้เคียง เด็กน้อยตัวผอมผิวดำนั่งประนมมือขอเศษเงิน แหงนเงยหน้ามองโคมลอย ลอยสูงขึ้นฟ้า ผู้คนพากันลอยทุกข์โศกไปบนท้องฟ้าและสายน้ำ แต่ต่ำเตี้ยติดดินมีความทุกข์ยากของเด็กน้อยที่ผู้คนพากันมองผ่านไปด้วยสายตาชินชา
ชีวิตของเด็กน้อยเป็นเยี่ยงนี้หรือ………สม....บัติ ซบ...หน้าลงบนฝ่ามือ หลับตา นิ่ง หูเขาแว่วได้ยินเสียงเพลงบลูส์บนเวทีเวียนมาอีกรอบ
"วันจันทร์เป็นวันที่วุ่นวายคล้ายพายุฝนลมแรง
วันอังคารก็นับเป็นวันที่แย่.....
แต่วันพุธยิ่งแย่กว่า.........
วันอาทิตย์ฉันไปเข้าโบสถ์ ก้มหน้านั่งคุกเข่าสวดอ้อนวอนบอกพระเจ้า...ทรงโปรดเมตตาลูกน้อยด้วย"
Posted by Niwatsu
Wednesday, October 27, 2010 9:22:14 PM
ทั่วโลกได้เผชิญหน้าและดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาเอชไอวีมาร่วม 30 ปีแล้ว ในขณะที่การพัฒนาค้นคว้าวิจัยวัคซีนยังเป็นเพียงความหวังที่ต้องอดทนเฝ้ารอคอย
ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงการทุ่มเทให้กับการวิจัยค้นคว้าเทคโนโลยีด้านชีวะการแพทย์เพื่อการป้องกันเอชไอวี (Biomedical HIV Prevention) ในรูปแบบอื่นๆ ทั้งที่มีมาแต่เดิมและอยู่ในรูปแบบใหม่เพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ การวิจัยเรื่องสารเคลือบทาช่องคลอดตัวใหม่ๆ (Microbicide) และการวิจัยทดลองโดยเทคโนโลยีด้านการป้องกันใหม่ๆ เช่น การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ (Circumcision) และการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อในผู้ที่ยังไม่มีการติดเชื้อ (PrEP) ฯลฯ
ผมเองเคยคุยกับเพื่อนๆ บางคนในเรื่องของ ไมโครบิไซด์ไปแล้ว เมื่อราว 2 ปีก่อน ครั้งเมื่อเราใช้ partners thailand เป็นช่องทางการแลกเปลี่ยนพูดคุย ซึ่งหากท่านสนใจก็ไปตามค้นอ่านได้ในส่วน ”กรุเพื่อนสุขภาพไทย” นอกจากนี้อ้ายปั๋นมอยยังได้ติดตามเรื่องนี้อยู่เป็นระยะๆ โดยล่าสุดก็เพิ่งสรุปความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องไมโครบิไซด์ ไว้ในข้อเขียนเรื่อง “ข่าวดีจากประชุมเวียนนา 2010” ที่ใครสนใจก็ไปย้อนทวนอ่านได้ในบล็อกของแก
ในส่วนเรื่องของ PrEP นั้น อ้ายปั๋นมอยบ้านใต้ เคยสรุปให้ฟังว่า ในประเทศอูกันดาและเคนย่า ซึ่งมีการทดลองวิจัยเรื่อง PrEP อยู่ใน 9 สถานที่ ก็ได้ยกกรณีว่า หากพบว่า PrEP มีแนวโน้มในการประสบความสำเร็จที่ดี ควรจะมีประเด็นคำถามที่เป็นความท้าทายต่อผลงานวิจัยเรื่อง PrEP นี้อย่างไรบ้าง ซึ่งผมนำมาคิดเพิ่มเติมและลองจัดกลุ่มจัดหมวดหมู่เป็นตัวอย่างให้อ่านกันตามนี้
คำถาม/ความท้าทายในด้านจริยธรรม เช่น
- ยาต้านไวรัสที่ใช้ในการทดลองวิจัยบางตัวยังคงติดสิทธิบัตรยาอยู่ ทำให้ยามีราคาแพง หากจะมีการให้ PrEP ที่ต้องใช้ยาต้านไวรัสที่ติดสิทธิบัตรอยู่ ควรจะต้องมีการวางแผน เตรียมการ หรือดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
- ในขณะที่มีการวิจัย PrEP กับกลุ่มประชากรต่างๆ ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูงอยู่ในหลายที่ทั่วโลก หากผลการวิจัยชี้ให้เห็นความคืบหน้าด้านประสิทธิผลในการป้องกัน ก็จะมีคำถามตามมาว่า ผู้ที่ควรได้รับยาต้านไวรัส เพื่อป้องกันการติดเชื้อตามแนวทาง PrEP ความเป็นคนกลุ่มใดบ้าง?
- หากจะมีการให้ PrEP เฉพาะกับกลุ่มที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หญิงบริการทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีการฉีด จะส่งผลกระทบให้เกิดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นหรือไม่
คำถาม/ความท้าทายในด้านความรู้ทางการแพทย์และการจัดพัฒนาบริการเพื่อการเข้าถึงการรักษา เช่น
- PrEP ควรได้รับการผลิตออกมาเป็นยาเม็ดหรือยาฉีด และวิธีการใช้จะเป็นการใช้หลังจากมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้ทั้งก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์?
- การเฝ้าระวังและการตรวจอาการดื้อยาในผู้ที่ใช้วิธีการแบบ PrEP ควรทำและจะสามารถทำได้บ่อยครั้งแค่ไหน
- ในระยะยาว จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีที่ได้กินยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันจากวิธีการ PrEP
- วิธีการจัดให้บริการที่ดีที่เหมาะสมที่สุดและระยะเวลาที่เหมาะสมคือ?
คำถาม/ความท้าทายในด้านผลกระทบต่อการพัฒนามาตรการอื่นๆ ด้านการป้องกันเอชไอวี และการจัดการทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านเอดส์ เช่น
- หากเรามีเทคโนโลยีด้านการป้องกันแบบ PrEP นี้แล้ว จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อมาตรการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดำเนินกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน คนจะละทิ้งวิธีการนี้ และหันไปหาวิธีการกิน/ฉีดยาป้องกันแทนหรือไม่ ?
- PrEP จะนำไปสู่การมีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ?
- จะมีการผนวกเอาเทคโนโลยีด้านการป้องกันโดย PrEP รวมเข้าไว้กับวิธีการป้องกันแบบอื่น ๆ อย่างราบรื่นและรวดเร็วได้อย่างไร?
- การจัดสรรทรัพยากรระหว่างงานด้านการป้องกันและงานด้านการดูแลรักษา จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
เท่าที่ผมทราบ ขณะนี้ในประเทศไทยมีโครงการวิจัย PrEP ดำเนินการอยู่ 2 แห่ง แห่งแรกคือ โครงการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยการให้ยาต้านไวรัสล่วงหน้า ในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีการฉีด ในกรุงเทพมหานคร (CDC IDU PrEP Trail) และแห่งที่สองคือ โครงการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยการให้ยาต้านไวรัสล่วงหน้า ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในเชียงใหม่ (iPrEx) หรือโครงการพิมาน
iPrEx เริ่มทำการวิจัยครั้งแรกกลางปี 2550 ที่กรุงลิม่า ประเทศเปรู และขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ บนความร่วมมือระหว่างมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกทส์ ร่วมกับสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยขณะนี้มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกดำเนินการอยู่ในที่ต่างๆ ทั่วโลก ทั้งใน บอสวาน่า เคนยา มาลาวี แอฟริกาใต้ แซมเบีย ซิมบับเว่ อูกันด้า สหรัฐอเมริกา และ ไทย โดยศึกษากับคนกลุ่มต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี นั่นคือใน กลุ่มชายรักชาย ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีการฉีด หญิงขายบริการทางเพศ และ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามที่มีความเสี่ยงในการได้รับ-ถ่ายทอดเชื้อสูง และคาดว่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2553 ที่จะถึงนี้ (จดหมายข่าว iPrEx ฉบับที่ 1 โครงการพิมาน)
คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) ร่วมกับองค์กรเพื่อการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์สากล (AVAC) เตรียมจัดการประชุมเพื่อติดตามความก้าวหน้าและการเตรียมความพร้อมรองรับผลโครงการวิจัยดังกล่าวขึ้น 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะเป็นเวทีภาคประชาสังคม ในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ และอีกครั้งจะเป็นเวทีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ในวันที่ 8 – 9 ธันวาคมนี้เช่นกัน โดยครั้งนี้จะเป็นการจัดร่วมกันกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก ซึ่งคาดว่าเราจะทราบผลอย่างเป็นทางการแล้วในช่วงต้นเดือนธันวาคม
เราทุกคน ไม่ว่าจะมีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ และการทำงาน ที่แตกต่างกันไปในด้านต่างๆ รวมทั้งเป็นกลุ่มประชาชนทั่วไป คงต้องร่วมเฝ้าติดตามและแลกเปลี่ยนให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเว็บนี้บล๊อกนี้ยินดีเป็นสื่อกลางให้ครับ
Posted by Niwatsu
Friday, October 22, 2010 9:31:00 AM
สปอร์ตไลท์เบื้องหน้าฉายแสงจับต้องร่างนั้นบนเวที ใบหน้าเรียบเฉยแหงนเงย แววตานิ่งมองสูงขึ้นไป ขนนกสีแดงสดใสประดับเป็นรูปดอกไม้อยู่บนยอดหมวกที่สวมใส่ แสงสปอร์ตไลท์สีแดง เขียว น้ำเงิน ม่วงเบื้องหลังสลับเปลี่ยนสี เสียงดนตรีท่อนอินโทรจบลง เขาขยับริมฝีปากร้องตาม....
ณ ที่แห่งหนึ่ง เหนือโค้งขอบเส้นสีรุ้ง สูงยิ่ง...สูง เหนือขึ้นไป
ที่นั่น มีเรื่องของดินแดนที่ฉันเคยได้ฟัง เป็นเรื่องเล่าเมื่อครั้งฉันยังเยาว์
ณ ที่แห่งหนึ่ง เหนือโค้งขอบเส้นสีรุ้ง ที่ๆ ทั่วทุกพื้นฟ้าเป็นสีคราม
เป็นที่ๆ ทุกฝันที่คุณกล้าฝันถึง พลันกลายเป็นความจริง.....
ฉากเปิดตัวแนะนำโครงการวิจัยการให้ยาต้านไวรัสล่วงหน้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีใน กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย(iPrEx) เป็นหนึ่งในกลุ่มโครงการวิจัยประเภท การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยการให้ยาต้านไวรัสก่อนการสัมผัสเชื้อ (Pre-Exposure Prophylaxis หรือ PrEP) ที่ผมได้ดูจากแผ่นดีวีดีแนะนำโครงการ ซึ่งอ้ายปั๋นมอยบ้านใต้ให้ยืมมา
โมนิกา บอกในตอนต้นของสารคดีเรื่องนี้ว่า
“ในทุกๆ ปีที่ผ่านมา เราได้ร่วมกันจัดงานรำลึกถึงผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี/เอดส์ มีผู้คนมาร่วมนับพัน เรามักเริ่มต้นด้วยการฉายวีดีโอเรื่องราวของผู้ที่เสียชีวิตด้วยเอดส์ในปีก่อนหน้านั้น.......แต่เมื่อมีการให้ยาต้านไวรัสกระจายออกไป เราก็ไม่จำเป็นต้องฉายวีดีโอเหล่านั้นอีกต่อไป เพราะว่าตอนนี้ผู้คนมีชีวิตอยู่ร่วมกับเอชไอวี พวกเขาไม่ได้ตายด้วยเอดส์อีกต่อไป”
จิม เล่าถึงงานที่เขาทำในการให้การศึกษาแก่กลุ่มวัยรุ่นเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กส์ชวล ทรานสเจนเดอร์ในรัฐแมซซาชูเสจ ประเทศสหรัฐอเมริกา อันเป็นที่ที่เขากับสามีและครอบครัวพักอยู่ น้ำเสียงของจิมสั่นเครือเมื่อเขาพูดถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กลายเป็นผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี
เด็กหนุ่มถามเขาว่า
“ผมเพิ่งอายุ 20 ปีเอง ผมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร”
จิมเล่าว่าเขานั่งลงและพูดกับเด็กหนุ่มว่า
“ที่รัก ชีวิตของเธอยังไม่จบลงตรงนี้หรอก เธอยังเด็กนัก เธอยังเพิ่งเป็นเกย์ตัวน้อยๆ ในโลกของเกย์ ชีวิตของเธอจะยังดำเนินต่อไปอีกนาน”
“แต่ผมก็รู้ว่า ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอนเพราะเอชไอวี เราจึงต้องหยุดมันให้ได้ แม้ว่าจะเป็นงานวิจัยที่ยาก ต้องใช้เงินหลายล้านเหรียญ กับอาสาสมัครหลายพันคนก็ตาม...ทั้งหมดไม่ได้ทำเพื่อคนแก่อย่างผมแต่ทำเพื่อคนหนุ่มแบบเด็กหนุ่มคนนั้น” เขาบอกต่อ
พวกเขามีความหวังว่า ณ ที่แห่งนั้น เหนือโค้งขอบเส้นสีรุ้ง พวกเขาจะค้นพบบางสิ่งบางอย่าง การป้องกันการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีด้วยเทคโนโลยีแห่งชีววิทยาการแพทย์ PrEP กำลังกลายเป็นความหวังที่ผู้คนเฝ้ามองดู
เพลง Somewhere Over The Rainbow ที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก ถูกเลือกมาใช้เสมือนเป็นเพลงประจำโครงการ มีรหัสนัยตามชื่อโปรยหัวเรื่องว่า
ณ ที่แห่งหนึ่ง เหนือโค้งขอบเส้นสีรุ้ง เราจะพบบางสิ่ง? .... (ความหวัง)
Will we find something over the rainbow? …. (Hope)
Posted by Niwatsu
Thursday, September 30, 2010 12:00:00 AM
หาก “โจนาธาน ลิฟวิงสตัล” ของริชาร์ด บาก เป็นนางนวลที่ออกบินโดดเดี่ยวค้นหาความหมายของชีวิต 
“ขุนทอง...เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง” ของอัศศิริ ธรรมโชติ ก็เป็นนกแห่งความทรงจำของเดือนตุลาคมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี
1 ตุลาคมของทุกปี นับเป็นวันเริ่มต้นราชการโยกย้าย
1 ตุลาคม ปี 2553 เป็นวันรับตำแหน่งการแต่งตั้งหัวหน้าทหารใหม่ ว่ากันว่า เป็นทหารเสือพระราชินีพันธุ์ดุ
ผมอ่านบทกวี "แด่...นักสู้ผ่านฟ้า" บทนี้แล้วสั่น...สะเทือนอารมณ์ นั่งนิ่งหัวหมุนวนเห็นกงล้อประวัติศาสตร์ มองเห็นชะตากรรมของเจ้าขุนทองน้อย ที่ต้องออกเดินย่ำรอยเท้าพ่อและแม่ที่จากไปในถิ่นกาขาว
จึงคัดลอกมาเพียงเพราะอยากแบ่งปั่น
นอนสาหล่าหลับตาแม่สิกล่อม ดอกเสี้ยวหอมกลางแสงเดือนหงาย
ครั้นเจ้าหลับแล้วแม่สิเดินทางไกล ไปเอาประชาธิปไตยมาให้เจ้าชม
ทุกข์แท้หนอลูกแก้วแนวเฮาเป็นข้า เขาย่ำหัวกดบ่าชะตาขื่นขม
เฮาเลือกเขาล้ม...เฮาเลือกแล้วเขาก็ล้ม ดั่งเสียงในสายลมเขาบ่เห็นหัวเฮา
แม่สิไปสู้...เพื่อความถูกต้อง ไปตะโกนป่าวฮ้องว่าเฮาบ่แม่นคนโง่เขลา
ไปเป็นนักสู้ผ่านฟ้าเพื่อความเป็นคนของหมู่เฮา สู้กลางเปลวแดดแผดเผาเอาให้มันฮู้กันไป
แม่เก็บเสื้อผ้าผิว่าสิไปหลายวัน ไปทำสงครามชนชั้นปลดแอกจากการเป็นไพร่
ไปทวงสิทธิเสรีที่ถูกเขาปล้นชิงไป เมืองกรุงเทพวิไลคงกวักมือฮับหมู่เฮา
นอนสาหล่านอนอู่สายปอ อย่าฮ้องไห้แงงอให้หัวใจอับเฉา
เมืองกรุงอยู่ไสแม่สิห่างไกลเงา เจ้าบ่ต้องรอเฝ้าวันแม่สิคืนเฮือน
เชือกคู่ขาดฮ้อยต่อบ่ติดกัน ไผน้อสิมาฝั้นเลนปอเป็นเชือกเหมือน
ไปต่อสู้หนนี้อาจเนิ่นนานเป็นแรมเดือน หรือแม้นคลาดเคลื่อนแม่บ่ได้กลับมา
บ้านเมืองของเฮามีตำนานเจ้าขุนทอง ผู้ใดแตะต้องเปนสินองน้ำตา
อีกาสีขาวเขาบ่เวทนา สาปมนต์มายาปิดตาพลเมือง
เจ้าขุนทองน้องนั้นบ่แม่นนักรบ บ่เคยประสบแดดจ้าฟ้าเหลือง
เขาออกจากบ้านเมื่อตะวันรองเรือง สั่งน้องน้องเสียงเขื่องว่าพี่จะไปหลายวัน
สะพายย่ามหาดเสี้ยวใส่หนังสือแสงเดือน พร้อมสมุดที่ลบเลือนคราบน้ำตาอันแปรผัน
เขาสู้เพื่อสิทธิเสรีเพื่อศักดิ์ศรีบางระจัน แว่วเสียงนกเขาขันเจ้าขุนทองก็ลงเรือน
นั่งรถยนต์เรไรนั่งรถไฟนกแก้ว ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเจ้าขุนทองและเพื่อน
พ่อแม่คดข้าวใส่ห่อถ่อเรือบ่แชเชือน พบดอกจำปีตายเกลื่อนริมแม่น้ำเจ้าพะยา

นอนสาหล่าหลับตาเจ้าอย่าตื่น ฮอดมื้ออื่นเจ้าอย่าได้ห่วงหา
ฟ้าเปลี่ยนสีใหม่หมู่เฮาสิได้ลืมตา แม้นเขาร่ำลือมาว่าดอกเสี้ยวป่าถูกปืน
ดอกโสนบานเช้าดอกคัดเค้าบานไหม แม่นั่งร้องไห้อยู่ในเฮือนจนดึกดื่น
แว่วเสียงนกเขาขันแม่ต้องกลั้นสะอื้น ตัดใจกล้ำกลืนลุกขึ้นปาดน้ำตา
ดอกโสนบานเช้าดอกคัดเค้าบานกลางคืน ฮอดมื้ออื่นเจ้าอย่าได้ห่วงหา
หากตัวแม่บ่กลับมีแต่เสียงร่ำลือมา ลูกจงไปตามหา...ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
“แด่...นักสู้ผ่านฟ้า” บทกวีโดย เพียงคำ ประดับความ
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ ประชาไท
อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2553
อ้างอิงมาจาก “อ่าน” ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 (พิเศษ) เมษายน – กันยายน 2553
Posted by Niwatsu
Tuesday, August 31, 2010 5:50:19 AM
“แม่ข้าจะตายไหม ท่านหมอ” คิอิจิ เด็กชายตัวน้อยร้องถามระหว่างเฝ้ามองดูหมอกำลังกดแผลห้ามเลือดที่ไหลออกจากหัวของแม่
"หยุด เถอะค่ะท่านหมอ...หยุด รักษาข้าเถอะค่ะ ข้าไม่มีค่ารักษาจ่ายให้" เมื่อเธอได้สติฟื้นคืนจากการถูกม้าเตะเข้าที่หัวอย่างแรง ทาเอะ หญิงม่ายผู้บาดเจ็บก็ร้องบอกหมอที่กำลังกดแผลเพื่อห้ามเลือดเธออยู่
“ถ้าหยุดรักษาคุณจะต้องเสียชีวิตนะครับ” หมอผู้นั้นตอบเธอไป
“นี่คงถึงเวลาตายของข้าแล้ว” ทาเอะตอบด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ ยอมรับชะตากรรมชีวิตของตนเอง
“ผมไม่เก็บค่ารักษาคุณหรอก”
"ท่านหมอกรุณาช่วยแม่ข้าด้วยขอรับ ข้าจะจ่ายค่ารักษาให้เอง" คิอิจิตัวน้อยร้องบอกเสียงสั่น คุกเข่าก้มหน้าจรดพื้น น้ำตาอาบแก้ม
หมอผู้นั้นมองตอบด้วยสายตาร่วมทุกข์ "ก็ได้ ข้าจะรักษาแม่เจ้า แล้วจะเก็บค่ารักษาเป็นถั่วเอดามาเมะ (ถั่วแระต้ม)จากเจ้า"
"ครับ ข้าจะเก็บถั่วมาให้ท่านทุกวัน ตลอดชีวิตของข้า" เจ้าเด็กน้อยตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น รับคำอย่างหนักแน่น
ข้างต้นเป็นบทสนทนาในละครทีวี เป็นฉากของ ทาเอะ หญิงม่ายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะ และคิอิจิ ลูกชายตัวน้อยวัย 5 ขวบ กับหมอที่ภูมิใจในฝีมือของตน แต่ต้องพลัดหลงมิติเวลาในปัจจุบันที่โตเกียวย้อนกลับไปยังอดีตกว่าร้อยปีในเมืองเอโดะ
การรักษาเริ่มต้นทันทีที่หมอได้กล่องเครื่องมือเล็กๆ ที่พกติดตัวมาจากโลกที่เขาจากมา แต่เรื่องกลับเป็นว่าเขาต้องทำการรักษาเย็บต่อเส้นเลือดที่ฉีกขาดโดยไม่มียาสลบ ซึ่งทำให้ผู้บาดเจ็บต้องเจ็บปวดเจียนตาย ...แต่ทั้งหมดก็ตัดสินใจเดินหน้าต่อ
เด็กน้อยบอกว่า “ข้าจะอดทน ข้าจะทนเจ็บร่วมกับท่านแม่” เพื่อบอกว่าตนเองพร้อมจะอยู่ร่วมเผชิญหน้ากับการผ่าตัดครั้งสำคัญเพื่อช่วยชีวิตแม่
แต่กลับเป็นหมอที่ทำพลาด...เขาทำพลาด เพราะขาดความมั่นใจ จากการที่ไม่มียาสลบที่จะช่วยให้เขาสามารถผ่าตัดสำคัญได้เช่นที่คุ้นเคยในมิติของโลกที่เขาอยู่
เสี้ยววินาทีนั้น ความทุกข์ผุดพรายขึ้นจากความทรงจำเรื่องความผิดพลาดในการรักษาคนรัก ทำให้เธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ทำให้หมอทุกข์และไม่มั่นใจในการรักษาที่กำลังทำอยู่
เป็นเสี้ยววินาทีชีวิตที่เขาสนทนากับตัวเอง ลึกลงไปในจิตใจ
จิน มองสภาพที่ตนเองเป็นอยู่ในขณะนี้ สภาวะการเป็นหมอที่ต้องรักษาชีวิตและความเจ็บป่วยโดยไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัย เขาย้อนคุยกับตัวเอง รำลึกถึงความเป็นหมอที่พบว่า ตลอดเวลา 14 ปีของชีวิตการเป็นแพทย์ในโตเกียว การรักษาความเจ็บป่วยที่ผ่านมา ล้วนเป็นการพึ่งยา เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย และบอกกับตัวเองว่า เขาไม่ได้ใช้ความสามารถของตนเองในการรักษาเลย
แต่ในเมืองเอโดะ เมืองที่เขาไม่มีเครื่องมือทันสมัยใดๆ อยู่ข้างตัว เขาต้องพึ่งพาสิ่งใด จึงจะช่วยให้เขารักษาชีวิตของหญิงม่ายที่นอนเจ็บหนักอยู่เบื้องหน้า
“จิ จิน ปุย ปุย ๆ .......” เสียงของเด็กน้อยดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง เขากำลังท่องคาถาบทหนึ่งเพื่อสะกดความเจ็บปวด เขาท่องมันซ้ำแล้วซ้ำอีก เสียงของคิอิจิสะท้อนก้องเข้าไปในจิตใจ เรียกสติของแม่ที่เจ็บปวดจนสลบไสล และเรียกสติของหมอผู้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความลังเลในทุกข์ที่ตนเองกำลังเผชิญกลับคืนมา
การรักษากลับมาดำเนินต่อไป เป็นการรักษาที่ต้องรวมพลัง ความอดทน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างหมอ ผู้ป่วย และญาติ ในวินาทีเป็นตายของชีวิต
ผมเรียนรู้เรื่องความทุกข์จากการเจ็บป่วย การเยียวยารักษา และจะเฝ้าดู จิน หมอผู้เดินทางทะลุมิติเวลาของห้วงชีวิต หมอผู้กำลังเดินฝ่ามายาอำนาจความเป็นแพทย์เข้าสู่หนทางแห่งความเป็นมนุษย์ สิ่งที่เขาดูแล มิใช่เป็นเพียงตัวผู้ป่วย แต่เป็นตัวเขาเองด้วยที่ได้รับการเยียวยา....เช่นเดียวกับผม...ที่เราต่างเผชิญทุกข์และต้องการการเยียวยาซึ่งกันและกัน
(ใครสนใจดูละครซีรีย์เรื่องนี้ "จิน หมอทะลุมิติ" ดูได้ทุกวันพุธ-พฤหัสบดีที่ทีวีไทย เวลา 20:30 น.เป็นต้นไปครับ)
Posted by Niwatsu
Tuesday, July 27, 2010 2:21:55 AM
“ผมไม่ได้ทำงานเอดส์เรื่องเดียวน่ะ...เรายังมีโรคอื่นๆ ที่ต้องทำอีก”
เสียงต่อว่าแบบมีอารมณ์นิด ๆ จากผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานควบคุมโรคระดับเขต ๆ หนึ่งพูดขึ้นในวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเอ็นจีโอ เวลาที่ถูกถาม ติดตามเรื่องความก้าวหน้าในการทำงานป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
“พี่ว่าน่ะ.....องค์กรนี้ไม่ได้ทำงานเอดส์ เขาทำงานพัฒนาชุมชน”
เป็นเสียงสะท้อนของผู้ประเมินผลคนหนึ่งเมื่อราว 6 ปีก่อน ซึ่งรับงานประเมินผลมาจากองค์กรผู้ให้ทุนจากต่างประเทศ มาประเมินผลการทำงาน 8 องค์กรที่รับเงินเพื่อทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย
เหตุผลข้อหนึ่งของผู้ประเมินที่ว่า องค์กรนี้ไม่ได้ทำงานด้านเอดส์ ก็เพราะว่า เมื่อลงไปประเมินแล้วพบว่า กลุ่มประชากรเป้าหมายในพื้นที่ทำงานขององค์กรนี้ตอบคำถามความรู้เรื่องเอชไอวีได้ไม่ชัดเจน ในขณะที่องค์กรผู้รับทุนให้คำอธิบายว่า การทำงานขององค์กรเน้นไปที่การสร้างศักยภาพของคนและชุมชน ให้มีความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ของชุมชน รวมทั้งปัญหาเอดส์ได้ด้วย และปัญหาเอดส์เป็นเพียงปัญหาหนึ่งในชุมชนชาติพันธุ์
แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม ผมยังคงจำประโยคสองประโยคนี้ได้ดี และยังนำมาคิดทบทวนอยู่เสมอว่า อะไรคือ การทำงานเอดส์ และอะไรคือ เป้าหมายของการทำงานเอดส์
เป้าหมายของการทำงานเอดส์ 
เวลาที่เราพูดถึงเป้าหมายสำคัญของการทำงานเอดส์ เรามักพูดถึงเป้าหมายสำคัญสองประการ
- การลดการติดเชื้อรายใหม่
- การส่งเสริมให้ผู้ที่มีเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์เข้าถึงบริการดูแลรักษาและบริการอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม
ผมเองก็เห็นด้วยว่าทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องสำคัญในงานเอดส์
บ่อยครั้งในแวดวงพูดคุยและการทำงานของภาคประชาสังคม เวลาที่มีการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันมาก ๆ เราก็มักหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึงเสมอเพื่อชวนกันทบทวนและถามกันว่า เป้าหมายในการทำงานเอดส์ของเราคืออะไร
แต่ผมก็ยังอยากมีคำถามว่า นี่เป็นเป้าหมายการทำงานเอดส์จริง ๆ หรือว่าเป็นเพียงตัวชี้วัดความสำเร็จ....หรือว่าจะเป็นได้ทั้งสองมิติ
กพอ.วิเคราะห์ว่า การทำงานด้านเอดส์ต้องขับเคลื่อนไปบนฐานคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และเชื่อว่า สิทธิทางเพศ และสิทธิด้านเอดส์ เป็นส่วนสำคัญที่จะนำพาสังคมไทยออกไปจากวิกฤตปัญหาเอดส์
แนวทางการวิเคราะห์นโยบายการตอบสนองต่อปัญหาเอดส์ของ กพอ. จึงมุ่งมองไปที่สาเหตุหนึ่งของปัญหาคือ การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า มูลเหตุอยู่ที่ การจัดการความสัมพันธ์ทางเพศที่ไม่เท่าเทียม เสมอภาคกัน นั่นเป็นเพราะมีการใช้อำนาจผ่านความสัมพันธ์ทางเพศในหลายรูปแบบ กระทำให้เกิดความรุนแรงทางเพศ และผลกระทบหนึ่งที่เกิดคือ การรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี
การป้องกันและแก้ไขปัญหาจึงต้อง เน้นไปที่การมุ่งส่งเสริมสิทธิทางเพศ ซึ่งจะเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศในหลาย ๆ รูปแบบได้ในระยะยาว และจะส่งผลให้ปัญหาการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีได้รับการคลี่คลายลงไปด้วย
การทำงานด้านเอดส์ จึงไม่หยุดอยู่เพียงการให้ความรู้เรื่องเอชไอวี การประเมินความเสี่ยง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การส่งเสริมการเข้าถึงบริการการปรึกษาและตรวจเลือดโดยสมัครใจ ฯลฯ ในสูตรการทำงานเอดส์ที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลาย แต่ยังต้องขยับก้าวหน้าไปสู่การส่งเสริมสิทธิ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยไม่แบ่งแยก เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ
สำหรับการดูแล รักษาผู้ป่วยเอดส์ ก็นับว่าเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น ปัญหาการเข้าไม่ถึงการรักษาของผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ จนต้องเจ็บป่วยและล้มตายลงไปเป็นจำนวนมากในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมา ทำให้คนทำงานด้านเอดส์จำนวนหนึ่งร่วมกับเพื่อน ๆ ในเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนนโยบายด้านการเข้าถึงการรักษาไปพร้อมๆ กับการสร้างหลักประกันด้านสุขภาพให้กับคนอื่นๆ ในประเทศไทย ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นได้ดีว่า การทำงานด้านการเข้าถึงการรักษา ไม่ได้ทำเฉพาะการเข้าถึงการรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเท่านั้น
หากจะพูดอีกแบบก็คงพูดได้ทำนองว่า “การรณรงค์เพื่อเข้าถึงการรักษาเรื่องเอดส์ ไม่ได้ทำเพื่อเรื่องเอดส์เท่านั้น” หรือทำนองว่า “ทำงานเอดส์ ไม่ได้เพื่อเอดส์อย่างเดียว” ที่แม้จะดูเป็นการเล่นสำนวนแต่ก็เป็นข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ คนกลุ่มนี้ยังคงเดินหน้าต่อในขบวนการร่วมสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้มั่นคงแข็งแรง ด้วยฐานค้ำยันเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อมุ่งสร้างสวัสดิการทางสังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม
ถ้ามองผ่านเลนส์แบบนี้ “เอดส์” ก็ไม่ได้เป็นเพียง กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องอันมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเอชไอวีเท่านั้น
แต่ “เอดส์” เป็นปรากฎการณ์หนึ่งของปัญหาอะไรบางอย่างในสังคมไทย ที่คล้าย ๆ กับว่า เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในเรื่องระบบสุขภาพ ที่คนจำนวนมากขาดหลักประกันในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
และเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคทางเพศ ที่ทำให้คนไม่สามารถดูแล ป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากอันตรายและความรุนแรงทางเพศในรูปแบบต่างๆ ได้
อย่างนี้แล้ว เราทำงานเอดส์ เพียงเพื่อเป้าหมายทั้ง 2 ข้างต้นจริงหรือ....หรือว่า เราต้องตั้งเป้าหมายการทำงานเอดส์ของเราให้ไกลไปกว่านี้
แล้วพวกคุณว่า เป้าหมายงานเอดส์ของประเทศไทยคืออะไรล่ะ ? 
หมายเหตุ : การเขียนบล็อกเรื่อง “อยากเห็นอะไรในแผนฯ เอดส์ชาติ ปี 2555 – 2559” เป็นแนวคิดที่ผมอยากเริ่มต้นสร้างช่องทางสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมแบบที่พอจะทำได้ในเรื่องการพัฒนาแผนฯ เอดส์ ฉบับถัดไป ซึ่งจะนำมาใช้แทนแผนฯ เอดส์ชาติฉบับปัจจุบัน ปี 2550 – 2554 โดยจะพยายามสื่อสารเรื่องนี้เป็นตอน ๆ อย่างต่อเนื่อง และอยากเชิญชวนทุกท่านที่ได้อ่าน ร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุย และเสนอข้อคิดเห็นเข้ามาด้วยครับ
Posted by Niwatsu
Tuesday, June 22, 2010 3:23:18 AM
ถนนสักกี่สาย ที่คนเราจะต้องเดินย่ำไป.....กว่าจะบรรลุถึงซึ่งความเป็นคน
ทะเลสักกี่เวิ้ง ที่นกพิราบขาวต้องบินฝ่าข้ามไป.....กว่าจะได้หลับพักผ่อนบนหาดทราย
กระสุนปีนใหญ่สักกี่ลูกเล่า ที่พวกเขายิงออกไป.....กว่าสันติภาพนั้นจะมาถึง
คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ตามสายลม เพื่อนเอ๋ย
คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ตามสายลม
เวลาอีกสักกี่ปี ที่ขุนเขาสามารถยืนตระหง่านอยู่ได้....กว่าจะถูกชะล้างลงสู่ทะเล
เวลาอีกสักกี่ปี ที่บางคนถูกกักขัง.....กว่าจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
จะทำได้สักกี่ครั้ง ที่คนเราจะเบือนหน้าหนี.....เพื่อแสร้งว่า เขาไม่ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ตามสายลม เพื่อนเอ๋ย
คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ตามสายลม
คุณจะแหงนหน้าดูสักกี่ครั้งเล่า.....กว่าจะได้เห็นท้องฟ้าแห่งความหวัง
ใบหูมากเท่าไหร่กัน ที่คุณต้องการ.....เพียงเพื่อให้เขาได้ยินเสียงผู้คนร่ำไห้
ความตายอีกเท่าไหร่ จึงจะแสดงให้เขาได้รู้ว่า.....ผู้คนเหล่านั้น ได้เสียชีวิตไปมากมายแล้ว
คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ตามสายลม เพื่อนเอ๋ย
คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ตามสายลม
ผมพลิกหน้ากระดาษบาง ๆ สีน้ำตาลหม่นในหนังสือเก่าเก็บเล่มหนึ่ง ชื่อ “ผีเพลง ดนตรีขบถที่เปลี่ยนแปลงโลก” สิเหร่ เขียนถึงเพลงนี้ "คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ตามสายลม” หรือ Blowin’ in the wind ในหนังสือของเขาไว้ว่า
“มันเป็นคืนหนึ่งในเดือนเมษายน 1962 ที่บ๊อบ ดีแล่น (Bob Dylan) ได้นำเอาเพลงบทนี้ ขึ้นมาร้องเป็นครั้งแรกในกรีนวิชวิลเลจ ท่ามกลางผู้ชมทั้งหลาย ที่แตกตื่นกับเนื้อหาของเพลง และหลังจากนั้นเพียงปีเดียว เพลงนี้ก็สามารถกระจายความนิยมออกไปอย่างกว้างขวาง นักร้องเกือบทุกคน และศิลปินเกือบทุกคณะในสมัยเดียวกัน ต่างนำเอาเพลงนี้ของดีแล่น มาอัดแผ่นเสียงกันอย่างทั่วถึง ...........
ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จของเพลงบทนี้ ที่นับว่ายิ่งใหญ่มากสำหรับเด็กหนุ่มในวัย 21 ปีอย่างดีแล่นก็คือ มันได้กลายมาเป็นเพลงที่มีบทบาททางด้านการเมือง เป็นบทเพลงที่ต่อต้านสงครามได้อย่างถึงแก่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งยังได้กลายเป็นเพลงที่ถูกนำมาใช้เป็นประจำ ในการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ของคนหนุ่มสาวร่วมสมัยทั้งหลาย และยังส่งผลให้เขากลายเป็น “พระเจ้าองค์ใหม่” สำหรับคนหนุ่มสาวอีกด้วย
บ๊อบ ดีแล่น กล่าวถึงเพลง...คำตอบนั้นล่องลอยอยู่ตามสายลม” หรือ Blowin’ in the wind ของเขากับนิตยสาร Sing out อันเป็นนิตยสารเกี่ยวกับดนตรีโฟล์คของอเมริกาที่มีชื่อเสียงมากเล่มหนึ่ง หลังจากเพลงบทนี้กลายเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้ฟังทั้งหลายว่า
“ผมไม่มีอะไรจะต้องพูด เกี่ยวกับเนื้อหาของความหมายสำหรับเพลงบทนี้ของผมอีกแล้ว เพราะมันมีคำตอบที่ล่องลอยอยู่ตามสายลมจริง ๆ มันไม่ได้อยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ในภาพยนต์ ในรายการทีวี หรือแม้แต่ในการโต้แย้งกันหรอกคุณ คนรุ่นใหม่ต่างบอกให้ผมรู้ว่า คำตอบของสิ่งที่ชั่วร้ายนั้นได้อยู่ที่ไหน แต่ให้ตายเถอะ...ผมไม่เชื่อพวกเขาหรอก เพราะผมยังย้ำของผมว่า มันล่องลอยอยู่ตามสายลม เช่นเดียวกับเศษกระดาษที่ปลิวว่อนลอยล่องอยู่ตามสายลม มันจะต้องตกลงสู่พื้นดินจนได้ ไม่คราวใดก็คราวหนึ่ง สิ่งที่เป็นความยุ่งยากอย่างเดียวคือ เมื่อถึงคราวที่มันตกถึงพื้นเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครเก็บมันขึ้นมาใช้เป็นคำตอบเท่านั้นเอง จึงเป็นธรรมดา ที่ผู้คนไม่มากนักจะเข้าใจและรู้แจ้ง จากนั้นมันก็ปลิวต่อไปอีก...”
ผมเชื่อว่าหลายคนยังคงได้ยินหรือเคยได้ยินเพลงนี้อยู่ สำหรับผมแล้ว เพลงนี้เป็นหนี่งในบรรดาเพลงที่เป็นแรงค้ำยันจิตใจให้ผม เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวอีกมากมายจำนวนหนึ่ง
กว่า 20 ปีแล้วของการเข้าสู่การทำงานภาคสังคม หากนับรวมวันเดือนปีของการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ผมก็คงอยู่ในเส้นทางสายนี้ยาวนานเกือบ 1 ใน 4 ของศตวรรษ
เวลา 25 ปีอาจนับว่ายาวนาน แต่ผมก็ยังคงนับตัวเองอยู่บนเส้นทางของคนหนุ่มสาวที่มุ่งแสวงหาความหมายของชีวิต โดยเฉพาะ 1 - 2 ปีหลังนี้ผมกลับมาทุ่มเทตัวเองกับงานของเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์มากขึ้นอีกครั้ง ผมกำลังมองหาอะไรอยู่...
โจทย์ใหญ่ของสมัชชา กพอ.ชาติปี 2553 ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นที่พัทยาในวันที่ 5 – 7 กรกฎาคมนี้ อยู่ที่การตั้งคำถามกับตัวเองและเพื่อนสมาชิกว่า “กพอ.ในฐานะที่เป็นเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม จะเป็นเครือข่ายที่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้หรือไม่ ?”
โจทย์คำถามดังกล่าว สะท้อนความรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคนทำงานภาคสังคมในรอบหลายปีนี้ การดำเนินงานในรูปแบบต่างคนต่างทำ การดำเนินกิจกรรม บริหารโครงการ นั่งกรอกตัวเลข ข้อมูล เขียนรายงานผลการจัดกิจกรรมที่เกิดขึ้นให้กับผู้ให้ทุนสนับสนุน เพื่อรายงานผลตัวเลขการประกอบการทางสังคมที่น่าพึงพอใจ นัยว่าเพื่อให้ได้รับทุนมาดำเนินงานต่อ แม้ว่าจะเป็นความเป็นจริงหนึ่งของชีวิตคนทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรประชาชนในห้วงความเปลี่ยนแปลงรอบ 10 ปีนี้ก็ตาม แต่ความจริงดังกล่าวก็เจ็บปวดยิ่งนัก เพราะกำลังสะท้อนให้เห็นริ้วรอยของพลังที่ถูกลดทอน ฉีกทึ้งเป็นริ้วๆ แตกแยกเป็นส่วน ๆ
คำถามที่ว่า กพอ.จะยังคงเป็นพื้นที่ให้คนทำงาน คนหนุ่มคนสาว ได้เข้ามาเรียนรู้ มาร่วมกันสร้างขบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพื่อการมีสังคมอุดมธรรม มีความเป็นธรรม เสมอภาค เท่าเทียม จะถูกนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนในช่วง “ชีวิต และจุดมุ่งหมาย ความคิด ความไฝ่ฝันของเอ็นจีโอยุค 2010”
ณ ที่นั่นแหละมวลมิตรสหาย ความเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น มาร่วมกันค้นหา...คำตอบนั้น ที่ล่องลอยอยู่ตามสายลมกันเถอะ เพื่อนคนหนุ่มสาวเอ๋ย
ปล. ผมพยายามใช้ link เพลงนี้โดย Bob Dylan เองจาก youtube มา 2 ครั้ง แต่ก็ติดปัญหาลิขสิทธิ์ จึงต้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หากท่านใดมีลิงค์แนะนำก็จะขอบคุณมากครับ
Posted by Niwatsu
Friday, May 21, 2010 4:12:47 AM
2 วัน 3 คืนแล้วที่ผมกลับมาอยู่กับบ้าน ด้วยความรู้สึกสับสน ยากจะบอก
วนเวียนอยู่หน้าจอโทรทัศน์ เฝ้าติดตามข่าว
วนเวียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มองค้นหาข่าว
เป็นข่าวแห่งความสูญเสีย และความตาย
ทยอยทับ ถาโถมเข้าสู่ห้วงคิด
สมองผมมึนงง สับสน ไม่ผ่อนคลาย
หน้าตาเคร่งเครียด บูดเบี้ยว ปวดหัว
เมื่อคืนที่ผ่านมา อาศัยพูดคุยกับลูกชาย
โลกของลูกชายวัย 10 ขวบ ยังคงมีพื้นที่สว่างสดใส ช่วยทำให้ผมยิ้มได้
วันนี้ทั้งวัน แม้จะยังคงเฝ้าฟัง ติดตามข่าว ตรวจเช็คความเคลื่อนไหวทางจอทีวีและจอคอมพิวเตอร์อยู่
แต่ผมก็ได้เลือกหยุดพักฟังเพลงบ้าง
ฟังแล้ว ฟังซ้ำ
ฟังแล้ว ร้องตาม
ฟังแล้ว ค้นหาเนื้อเพลง มาเรียบเรียง เพื่อแบ่งปัน...เจ้านกสีดำ
เจ้านกสีดำ กำลังส่งเสียงร้องอยู่ในห้วงแห่งความตายยามค่ำคืน
เรียนรู้ที่จะบิน..แม้ปีกหักสิ้นแล้ว
นี่เป็นห้วงยามที่เธอเพียรเฝ้ารอคอย ตราบชั่วชีวิต
เพื่อจะลุกขึ้นออกเดินทาง
เจ้านกสีดำ กำลังส่งเสียงร้องอยู่ในห้วงแห่งความตายยามค่ำคืน
เรียนรู้ที่จะเห็น..แม้ไร้สิ้นดวงตา
นี่เป็นห้วงยามที่เธอเพียรเฝ้ารอคอย ตราบชั่วชีวิต
เพื่อจะมีเสรี
เจ้านกสีดำโผผิน โบยบิน...บินออกไปหาแสงสว่าง..ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน
เจ้านกสีดำโผผิน โบยบิน...บินสูงขึ้นไปหาแสงสว่าง..แม้นในห้วงยามของคืนค่ำอันหม่นมัว
เจ้านกสีดำ กำลังส่งเสียงร้องอยู่ในห้วงแห่งความตายยามค่ำคืน
เรียนรู้ที่จะบิน...แม้ปีกหักสิ้นแล้ว..........เรียนรู้ที่จะมองเห็น...แม้ไร้สิ้นดวงตา
นี่เป็นห้วงยามที่เธอเพียรเฝ้ารอคอย ตราบชั่วชีวิต เพื่อจะลุกขึ้นออกเดินทางสู่เสรี
Blackbird – Paul McCartney The Beatles
Posted by ACPP web admin
Sunday, May 09, 2010 10:10:24 PM
ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้มีความเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์เรื่อง สื่อแผ่นพับ 3 ชุด คือ “หญิงรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ 1, 2 และ 3 เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอดส์ และถุงยางอนามัย” โดยกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งมีองค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กรได้แสดงจุดยืนว่าจะไม่ใช้ ไม่แจกจ่ายสื่อดังกล่าว ตามมาด้วยการทำข้อเรียกร้องเปิดผนึกให้เรียกคืนแผ่นพับชุดดังกล่าว ซึ่งจัดพิมพ์ตามโครงการแชมเปี้ยน กองทุนโลก รอบที่ 8 โดยกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ร่วมกับ สำนักงานบริหารกองทุนโลก (ผู้ที่สนใจรายละเอียดติดตามได้จากห้องหลากหลายกระแสน้อย-ใหญ่ ในห้องสนทนาเว็บเดียวกันนี้ใน www.aids-cpp.net)
หลังจากนั้นทางผู้รับผิดชอบหลักในการผลิตสื่อได้ออกมาชี้แจง ทำความเข้าใจและบอกว่าเป็นคำชี้แจงบนเหตุผลเชิงประจักษ์ในการจัดทำแผ่นพับชุดนี้ โดยยืนยันว่าในกระบวนการผลิตสื่อ ได้มีการปรึกษาหารือ ทดสอบ และปรับปรุงตัวสื่อและสารกับผู้ที่ทำงานกับพนักงานบริการทางเพศและตัวพนักงานบริการทางเพศที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของการรับสื่อแล้ว และหวังว่าหลังการชี้แจงนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เกี่ยวข้องกับสื่อชุดดังกล่าวมากขึ้น
จากนั้นผู้ทำข้อเรียกร้องเปิดผนึกก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อคำชี้แจงดังกล่าว ใน 3 หัวข้อด้วยกันคือ 1) กระบวนการทดสอบสื่อ? 2) ทัศนคติผู้ผลิตสื่อ และ 3) บทเรียนความสำเร็จประเทศไทยเรื่องเอดส์
ผมได้อ่านทบทวนรายละเอียดต่างๆ ทั้งหมดแล้วทำให้นึกถึงประสบการณ์การทำงานบางส่วนของตนเองในโครงการที่มีการผลิตสื่อเพื่อใช้รณรงค์ สื่อสาร สร้างการเรียนรู้ รวมไปถึงตัวสื่อและเนื้อสารหลายๆ รูปแบบที่เคยอ่าน เคยเห็นมาตลอดระยะเวลา 20 ปีของการทำงานด้านเอดส์ และเห็นว่า เรื่อง “ทัศนคติ” นับว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตสื่อและสารที่จะส่งออกไป
ประสบการณ์แรกที่นึกถึงคือ กระบวนการเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนในกระบวนการสื่อสาร เรียนรู้เรื่องเพศ เอดส์ และยาเสพติดในโครงการ “เยาวชนรู้เรียน” (Right To Know/RTK) เมื่อ 7 – 8 ปีก่อน กิจกรรมหนึ่งที่ทำกันคือ การส่งเสริมให้เยาวชนผลิตสื่อเพื่อใช้กับเยาวชนด้วยตนเอง โดยมีกลุ่มเยาวชนและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานกับเยาวชนร่วมกันทำงานในภาคเหนือราว 8 – 10 กลุ่ม/องค์กรด้วยกัน
ช่วงเวลาที่เราได้ร่วมกันดูร่างของสื่อที่ผลิตออกมานั้น จำได้ว่า ผมรู้สึกและรับรู้ได้ถึง “ความ(รุน)แรง” ของ “สื่อ” และ “สาร” ที่นำมาเสนอกัน เรื่องแรกคือ เรื่องสั้นของเยาวชนชายรักเพศเดียวกันที่มีภาพลักษณ์เป็นเด็กเรียบร้อย และเพียงครั้งแรกที่ไปร่วมงานปาร์ตี้ที่มีการดื่มเหล้า เคล้าเสียงดนตรีและการเต้นรำ ก็นำพาเขาไปสู่ความเมามายจนครองสติไม่อยู่ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และจบลงด้วยการได้รับเชื้อเอชไอวี โดยมีการสื่อออกมาในตอนท้ายด้วยภาพความหวาดวิตก กังวล กลัว และสิ้นหวัง ซึ่งพล็อตเรื่องลักษณะนี้เป็นที่นิยมในลักษณะอมตะนิรันดร์กาลในการสร้างสื่อเพื่อสื่อสารเรื่องเอดส์กับเยาวชน นัยว่าต้องการสร้างความตระหนัก แต่กลับแฝงไปด้วย “ความรุนแรงของเนื้อสาร” ที่สื่อภาพของ “ความสิ้นหวัง และความตาย ให้เท่ากับ เอชไอวี/เอดส์” เพื่อย้ำความอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องในกลุ่มวัยรุ่นเที่ยวกลางคืน ที่สื่อภาพเรื่องราวของวัยรุ่นหญิงที่ประสบปัญหาการตั้งท้องไม่พร้อมและท้ายสุดจึงทำแท้งด้วยตนเอง “ภาพสื่อ” ที่กลุ่มนี้ใช้เป็น “ภาพซากตัวอ่อน” ที่ถูกนำไปทิ้งไว้บนกองขยะ โดยเป็นภาพถ่ายจากเหตุการณ์จริง ซึ่งแสดงให้เห็น “ความรุนแรงของตัวสื่อ” ที่เห็นได้ชัดทางผ่านทางสายตา ผมเองจำได้ว่าต้องขอไม่ให้มีการฉายภาพ VCD ที่ถ่ายทำนี้ให้กับทุกคนดู ก่อนหน้าที่ภาพจะขึ้นจอไม่กี่นาทีเอง
เรื่องที่สาม เป็นกลุ่มเยาวชนเด็กเร่ร่อน ที่นำเอาเรื่องความรู้สึกสับสน กังวล ว้าวุ่นใจ ของวัยรุ่นชายคนหนึ่งในช่วงระหว่างที่รอรับฟังผลการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันมาใช้สื่อสาร สื่อเรื่องนี้ไม่ได้เฉลยคำตอบว่า ผลการตรวจเลือดออกมาเป็นเช่นไร โดยปล่อยให้ผู้ดูเป็นผู้คาดเดาไปต่างๆ นานา หากแต่ ตัวภาพสื่อที่ใช้ในการสื่อสาร ก็ไม่ได้ใช้ภาพที่มุ่งเสนอภาพที่รุนแรง รวมทั้งเนื้อสารหลัก ก็เป็นความรู้สึกช่วงดังกล่าวของวัยรุ่นชายคนนั้น สะท้อนประสบการณ์ว่า หากไม่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกยากลำบาก เสมือนเป็นเสมือนตายเช่นนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งก็ไม่ได้มุ่งตอกย้ำ ภาพความน่ากลัวของอาการป่วยด้วยกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์)
ทั้งสามเรื่องที่ยกมาเป็นตัวอย่าง น่าจะพอสะท้อนให้เห็นภาพของการผลิต “ตัวสื่อ” และ “เนื้อสาร” ที่แตกต่างกัน โดยสองเรื่องแรก แสดงให้เห็นการสื่อสารที่ใช้ความรุนแรงผ่านทาง “ตัวสื่อ” และ “เนื้อสาร” ซึ่งสะท้อนทัศนคติและมุมมองของกลุ่มผู้ผลิต ที่มุ่งมองและต้องการตอกย้ำภาพเอดส์บนความเชื่อของตนเองว่า เอดส์ = ความน่ากลัวและความตาย จึงต้องการสื่อสารเพื่อสร้างความหวาดกลัว กระตุก กระตุ้นเตือนกันแบบแรงๆ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว
ในขณะที่เรื่องที่สาม แม้จะมีฐานทัศนคติและมุมมองต่อเอดส์เช่นเดียวกันกับกลุ่มแรก แต่ก็มีฐานคติต่อการมองชีวิตที่น่าจะกว้างกว่า จึงได้เปลี่ยนมุมมองในการสื่อสารด้วยการนำเอาทัศนคติทางบวกมาปรับใช้ ในลักษณะการสื่อสารชวนให้คิด
การสื่อสารลักษณะนี้ทำให้ผมนึกเพิ่มเติมไปถึงชุดสื่อทางทีวีของ สสส.ในการรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่ภาพโฆษณาชุดแรกๆ ใช้ภาพความเร็ว การชนที่รุนแรง เลือด บาดแผลและความตายในการสื่อสาร ซึ่งผมรู้สึกช็อคเมื่อเห็นภาพดังกล่าวในโฆษณาทางทีวี
แต่ในสื่อชุดต่อๆ มาของ สสส. เช่น เรื่อง “ซวย” ที่พยายามแก้โจทย์ปัญหาว่า อุบัติเหตุบนถนน ไม่ได้เป็นเรื่องของ “ความซวย” แต่เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ ก็ได้แสดงให้เห็นภาพการปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารที่ไม่ใช้ภาพความรุนแรง ภาพความน่ากลัวมา “ขู่” ให้ผู้รับสารรู้สึกหวาดกลัวตามแบบฉบับการสื่อสารทางปัญหาทางสาธารณสุขที่มักใช้กันอยู่เสมอๆ โดยมักอ้างอิงกันว่า “ไม่ขู่ ก็ไม่กลัว ไม่เลิกพฤติกรรมนั้นๆ กัน” วิธีคิดเช่นนี้สะท้อนความคิดที่รุนแรงที่แฝงอยู่ในทัศนคติของคนพูดแล้ว
สื่ออีกกลุ่มหนึ่งที่ผมคิดถึงคือ ชุดนิทรรศการภาพถ่าย “My Positive Life” หรือ “คือเรา” ที่มีการใช้ “สื่อ” ในหลายลักษณะคือ ภาพถ่ายที่เป็นโปสเตอร์ ชุดนิทรรศการ และหนังสือเรื่อง “จากวันที่ผันเปลี่ยน : คืนวัน ความฝัน รอยยิ้ม และน้ำตาของผู้มีเชื้อเอชไอวี” ที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ร่วมกับมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ร่วมกันจัดทำเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน
สื่อชุดนี้ ฝ่ากระแสความมืดดำในโลกแห่งความหวาดกลัว ความตายที่สร้างขึ้นมาสื่อสารปกคลุมเรื่องเอดส์ โดยพลิกให้เห็นมุมมองเรื่องเอดส์ในมุมอื่นที่ไม่ใช่ความน่ากลัวและความตาย โดยใช้ “ภาพสื่อ” ที่เป็นภาพรอยยิ้ม และความฝันของผู้ที่มีเอชไอวีกลุ่มหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ต่างอะไรจากคนอื่นๆ ในสังคม
และใช้ “เนื้อสาร” ที่เป็นข้อความ หรือเรื่องราวชีวิตของผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี สื่อให้เห็นมุมชีวิต ความหวัง ความฝัน และการเดินทางติดตามความฝันที่ไม่ได้สะดุดหยุดลงเพียงเพราะการมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกาย เพื่อแสดงให้เห็นว่า ชีวิตของพวกเขาไม่ได้สิ้นหวัง ไร้ค่า เช่นที่มักสื่อสารสร้างภาพเพียงด้านเดียวกันออกไปเสมอมา
เรื่องราวของเบียร์ สันต์ ขันแก้ว และอีกหลายๆ คนที่ถ่ายทอดผ่านในหนังสือ กลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับผมในการมองและทำงานเรื่องเอดส์ ที่จะไม่มองและแบ่งแยกผู้คน ระมัดระวังที่จะไม่สร้างตราบาปและความรังเกียจกีดกันให้กับผู้คนที่เรากล่าวถึง (ผมได้หยิบเรื่องบางคนมาเขียนถึงในบทความชื่อ “ในนามของความเป็นมนุษย์:” ที่อยู่ในบล็อกเดียวกันนี้ด้วย)
ประสบการณ์บางส่วนของผมที่นำมาแลกเปลี่ยนนี้ ก็เพราะต้องการสะท้อนให้เห็นว่า การผลิต “สื่อ” และส่ง “สาร” ที่ส่งออกไปนั้น เป็นภาพสะท้อนทัศนคติ ความคิด ความเชื่อของผู้ที่ผลิตสื่อต่อเรื่องราวที่ต้องการสื่อสารออกไป และต่อตัวผู้รับสารด้วยเช่นกัน
ทัศนคติ/มุมมองที่ว่า “ต้องแรง ต้องเห็นกันจริงๆ จะๆ จึงจะสร้างความเชื่อ จึงจะกลัว และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” แสดงให้เห็นวิธีคิดและทัศนคติของผู้ผลิตและใช้สื่อว่า “ต้องใช้การขู่ให้กลัว” และมอง “เอดส์ เป็นเรื่องน่ากลัว อันตราย” รวมทั้ง(อาจ)มองกลุ่มผู้รับสาร ว่าเป็น “พวกแรง” ที่เหมาะสมกับสื่อชนิดนี้
ผมมองว่า การมองกลุ่มผู้รับสาร อาทิ แรงงานบริการทางเพศ ผู้ใช้ยาเสพติด ชายที่รักและมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ผู้ที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี และวัยรุ่นเที่ยวกลางคืน ว่าเป็น “กลุ่มที่มีพฤติกรรมแรง” และต้องใช้ “สื่อ” และ “สารที่แรง” เพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมนั้น กลับจะทำให้เรื่องกลายเป็นว่า เป็นการเติม “ไฟ” ลงไปใน “ไฟ” ซึ่งมีแต่จะร้อนแรงและเผาทุกส่วนให้มอดไหม้ไป
ผมยังคงเชื่อในศักยภาพ ความสามารถ พลังทางบวก และวิธีคิดที่สร้างสรรค์ของมนุษย์ ที่สามารถหยิบมาใช้ในกระบวนการผลิตสื่อและสารเพื่อใช้ในการรณรงค์ได้ แต่ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่า เราจะปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อของเราในการมอง “เอดส์” มอง “ผู้คนกลุ่มต่างๆ” อย่างไร เรื่องแบบนี้มันสะท้อนให้เห็นกันได้จากสื่อและสารที่เราสร้างและส่งออกไปครับ
ชวนคุยส่งท้าย
หากเราต้องการพัฒนาสื่อ เพื่อใช้กับกลุ่มพนักงานบริการทางเพศ โดยมีหัวข้อ หญิงรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่รวมเอชไอวีด้วย และการป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัย และการส่งเสริมให้หญิงบริการเข้าถึงบริการการตรวจรักษาป้องกัน
ผมอยากถามความคิดเห็นและชวนแลกเปลี่ยนกันต่อจากตรงนี้ว่า
1. เราควรต้องคิดและคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้าง
2. เนื้อหาควรประกอบด้วยเรื่องใดบ้าง และ
3. อยากเห็นหน้าตาของสื่อออกมาเป็นอย่างไรครับ
Posted by ACPP web admin
Sunday, May 02, 2010 11:22:42 PM
ก่อนที่ผมจะเขียนถึงเรื่องสื่อรณรงค์ด้านเอดส์ที่เป็นประเด็นความเคลื่อนไหวซึ่งมีการแลกเปลี่ยนผ่านเว็บ www.aids-cpp.net ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ ผมอยากจะพูดถึงเรื่องสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ 2 ชิ้น ที่เคยเห็นมา ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ 2 นี้บ้างไม่มากก็น้อย และไม่แน่ว่าอาจเกิดความซาบซึ้งใจตามไปกับโฆษณาชิ้นดังกล่าวนี้ด้วย
ชิ้นแรกคือ โฆษณาของ ปตท. ที่ได้พยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านพลังงานเพื่อการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด และภาพโฆษณาตอนที่ผมเห็นนี้มีชื่อตัวละครคนเดียวที่ถูกเอ่ยถึงคือ “พี่สมพงษ์” (คนละคนกับ “สมพงษ์” ที่ทำงานด้านเอดส์อยู่ที่ UNAIDS นะครับ)
โฆษณาตอนนี้เป็นภาพบรรยากาศในห้องประชุมที่ฉายภาพให้เห็น “ชายหนุ่มวัยทำงาน” จำนวนหนึ่งพร้อมประกายมุ่งมั่นในแววตานั่งรวมกันอยู่ และเห็น พี่สมพงษ์ “ชายวัยเกษียณ” ที่ยังดูดีพร้อมแววตาอ่อนโยน กำลังพูดกล่าวคำอำลา
“ผมไม่มีอะไรจะพูดมากนัก....เพียงแต่ต้องการจะฝาก...”
พลันกล้องก็ตัดภาพไปยังชายหนุ่มคนหนึ่งที่ตอนแรกแสดงท่าทีไม่ค่อยสนใจ แต่เมื่อได้ยินพี่สมพงษ์พูดก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาเปลี่ยนไป ประกายตาของเขาฉายแววของความมุ่งมั่นที่จะสานต่อหน้าที่และความรับผิดชอบในภารกิจที่ “ผู้ชายรุ่นก่อนหน้านี้” ได้สร้างไว้ เพื่อพัฒนาพลังงานและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เป็นภารกิจของ “ลูกผู้ชาย” อย่างแท้จริง
ผมเขียนว่า ภารกิจด้านพลังงานเป็นอนาคตของประเทศ และเป็นภารกิจของ “ลูกผู้ชาย” อย่างแท้จริง ก็เพราะว่า ในภาพโฆษณาตอนนี้ไม่มี “ลูกผู้หญิง” ปรากฏตัวอยู่แม้แต่เพียงคนเดียว แม้ว่าในภาพโฆษณาตอนก่อนๆ ของ ปตท. จะมีภาพ “ผู้หญิง” ปรากฏอยู่ด้วย แต่ก็จะอยู่ในภาพของ “เมีย” และ “แม่” ที่ประคองลูกน้อยไว้ และกำลังรอคอย “ผู้ชาย” ที่เป็น “ผัว” และ “พ่อของลูก” ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจ “ลูกผู้ชาย” เพื่อพัฒนาพลังงานและความมั่นคงของชาติและครอบครัว
ผมเห็นว่า “สื่อ” ในชุดโฆษณาของ ปตท. นั้น มี “เนื้อสาร” ชัดเจนทุกตอน ที่สะท้อนวิธีคิดในการมองเรื่อง “เพศ” “ความเป็นเพศชาย” “ความเป็นเพศหญิง” และแสดงให้เห็นทัศนะของเขาในการเลือกผูกโยงเรื่อง “บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบทางเพศ” และ “ความเป็นลูกผู้ชาย” เข้ากับเรื่องพลังงานและความมั่นคง ถามว่ามีอคติทางเพศแฝงอยู่หรือไม่ คงต้องแลกเปลี่ยนกันดูละครับ
ชิ้นที่สองคือ โฆษณาของบริษัทไทยประกันชีวิต ในตอนที่ใช้เพลงประกอบชื่อดังคือ “Que Sera Sera (Whatever will be, will be)” ทำนองว่า อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ที่เมื่อชวนคุยกัน อ้ายปั๋นมอยบ้านใต้ ก็สบถออกมาทันทีว่า “ถ้าอะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด แล้วจะซื้อประกันชีวิตของมันไปทำไม(วะ)”
โฆษณาตอนนี้ เป็นอีกตัวหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทประกันชีวิตและเอเยนซี่ผู้ถ่ายทำและผลิตโฆษณาชิ้นนี้ ผู้คนที่ได้ดู รับชมโฆษณาทางทีวี แสดงความรู้สึกประทับใจในความรัก ความซาบซึ้ง อบอุ่นใจ และพากันกล่าวถึงโฆษณาชิ้นนี้กันมาก
โฆษณานำเอาภาพเด็กเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่กำลังร่วมกันร้องเพลง “Que Sera Sera” ต่อหน้าผู้ปกครอง กล้องเบนฉายภาพให้เห็นว่าในบรรดาเด็กๆ กลุ่มนี้ มีเด็กพิการหลายรูปแบบจำนวนหนึ่งปะปนร้องเพลงอยู่ และด้วยความน่ารัก สดใส ความตั้งใจ และเสียงร้องของเด็กๆ กับทำนองเพลงชื่อดังที่ฟังง่ายเข้าหู ก็ทำให้เราเกิดความความสุข ความอิ่มเอิบใจ
ความรู้สึกยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะภาพโฆษณายังได้เติมความประทับใจและซาบซึ้งใจเพิ่มเข้ามาอีก เมื่อกล้องเบนฉายภาพให้เห็นบรรดาผู้ใหญ่ที่กำลังนั่งชมและรับฟังการร้องเพลงของเด็กๆ กลุ่มนี้อยู่ด้วย กล้องทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง ด้วยการฉายภาพใกล้เข้าไปให้เห็นสีหน้าของผู้ปกครองบางคนที่แสดงความซาบซึ้ง ตื้นตันใจ หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าตาไหวระริก ส่งประกายแห่งความรักที่ปริ่มคลอนัยน์ตา พร้อมใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแห่งความผูกพัน ผมเองก็รับรู้และซาบซึ้งใจเช่นเดียวกับทุกคนในทันทีที่เห็นภาพ เพียงแต่ผมมีความรู้สึกแปลกใจอยู่แวบเดียวเท่านั้น...
ผมตั้งใจดูโฆษณาชิ้นนี้อีกครั้งเมื่อมีโอกาส และผมก็เห็นสิ่งที่รู้สึกในแวบแรกนั้นอยู่จริงๆ
ในบรรดาผู้ปกครองที่นั่งฟังเด็กๆ ร้องเพลงอยู่นั้น แทบจะทั้งหมดเป็น “ผู้หญิง” ผมนั่งจับจ้องอย่างตั้งใจและพยายามนับ แต่ก็เห็น “ผู้ชาย” ปรากฏอยู่เพียงแวบๆ ในจังหวะที่กล้องเบนฉายภาพแบบผ่านๆ ซึ่งผมคาดว่าเป็นใบหน้า “ผู้ชาย” แบบครึ่งหน้าอยู่หนึ่งคนนั่งปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ปกครอง และที่เห็นแบบเต็มหน้า น่าจะเป็น “ผู้ชาย” ที่เป็นช่างควบคุมเสียง ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับเด็กๆ กลุ่มนี้เลย
ผมเห็นว่า “สื่อ” โฆษณาของบริษัทประกันชีวิตแห่งนี้ มี “เนื้อสาร” ชัดเจนที่ต้องการสื่อคือ “ความรัก ความอบอุ่นของแม่” ที่จะเป็นหลักประกันในชีวิตให้กับลูกน้อย
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกก็ตาม “ผู้หญิง” ที่เป็น “แม่” จะปกป้อง ดูแล และยืนอยู่เคียงข้างลูกเสมอไป สะท้อนวิธีคิดในการมองเรื่อง “เพศ” “ความเป็นเพศหญิง” และแสดงให้เห็นทัศนะของโฆษณาในการเลือกผูกโยง “เนื้อสาร” เรื่อง “บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบทางเพศของผู้หญิง” เข้ากับเรื่องครอบครัวและการเลี้ยงดูลูก อันเป็นภารกิจของ “ความเป็นลูกผู้หญิง” เสมอมา
โฆษณาทั้งสองชิ้น เป็น “สื่อ” และมี “เนื้อสาร” ที่มีวัตถุประสงค์ในการสื่อสารที่ชัดเจน แถมเลือกข้าง เลือกเพศ ใส่เข้าไว้ในโฆษณากันแบบที่ไม่ทันสังเกตก็จะมองไม่เห็น เพราะเราเองก็รู้สึกคุ้นเคยกับบทบาท หน้าที่ทางเพศในแบบนั้นๆ มาโดยตลอด
ถามว่า เอเยนซี่ผู้ผลิต บริษัทผู้จ้างถ่ายทำ มีอคติทางเพศแฝงอยู่หรือไม่ และสังคมผู้รับสาร ที่รู้สึกซาบซึ้งไปกับ “เนื้อสาร” และ “ภาพสื่อ” ที่สื่อสารออกมา จะรับรู้ เห็นด้วย หรือเห็นแตกต่างกันไป ก็คงต้องแลกเปลี่ยนกันดูอีกละครับ
เป็นเพราะ “สื่อ” และ “สาร” ที่สื่อสารกันในหลายๆ รูปแบบนี้ สะท้อนทัศนคติของผู้ผลิต และได้สร้าง ได้ถ่ายทอดหรือสืบทอดความคิดความเชื่อของสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้น สื่อที่ใช้ในการรณรงค์จึงมีพลังและแฝงอคติ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้พลังและอคตินั้น ไปในทางด้านลบหรือด้านบวก และทัศนคติของผู้ผลิตสื่อกับและทัศนคติของสังคมก็เกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน ผมจึงคิดว่า เราควรที่จะร่วมกันตั้งคำถาม พูดคุยกันเรื่องสื่อที่เราเห็นและรับรู้ ว่ามีทัศน(อ)คติ เรื่องเพศ แฝงไว้ใน “สื่อและสาร” นั้นๆ อย่างไรบ้าง รวมทั้งจะส่งผลกระทบให้เกิดขึ้นเช่นไร
Posted by ACPP web admin
Friday, April 16, 2010 10:17:11 PM
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้เขียนเรื่องข่าวเกี่ยวกับถุงยางอนามัยออกไปพร้อมกับคำถาม 2 – 3 ข้อ ซึ่งมีผู้ให้ความคิดเห็นกลับมา 7 ความคิดเห็นด้วยกัน ผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย และหลังจากหายไปเดือนกว่า ผมมีข่าวสองชิ้นมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมครับ
ชิ้นแรก เป็นการรายงานข่าวเรื่อง ความสำเร็จของการรณรงค์ให้มีการตรวจเลือดเป็นล้านๆ คน ในช่วงเทศกาลวันเอดส์โลกปี 2552 ที่ผ่านมา
ชิ้นที่สอง เป็นการรายงานข่าวเรื่อง ความสำเร็จของการรณรงค์แจกจ่ายถุงยางอนามัยในช่วงเทศกาลวันสากลเรื่องถุงยางอนามัยซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลวันแห่งความรักในเดือนกุมภาพันธ์ 2553
ข่าวทั้งสองชิ้นนี้ปล่อยมาจากแหล่งเดียวกันคือ มูลนิธิการดูแลรักษาสุขภาพด้านเอดส์ (AIDS Healthcare Foundation-AHF)
ชิ้นแรก เป็นเรื่องที่ AHF ได้ร่วมกับ องค์กรภาคี 592 องค์กร ใน 54 ประเทศทั่วโลก รณรงค์ให้มีการตรวจเลือดจำนวนล้าน ๆ คน “TESTING MILLIONS” ในช่วงเทศกาลรณรงค์วันเอดส์โลกปี 2552 โดยบอกว่าเป็นความสำเร็จที่ต้องจดจารเอาไว้เลยว่า มีผู้มารับการตรวจเลือดกว่า 4 ล้าน 2 แสนคน และทำให้พบผู้ที่มีเอชไอวีจำนวน 110,106 คน และได้ส่งคนเหล่านี้จำนวน 63,365 คน เข้ารับการรักษาได้ทันเวลา โดย AHF ได้แจกแจงตัวเลขของผู้มารับการตรวจ ผู้ที่ตรวจพบว่ามีเอชไอวี แยกตามประเทศต่างๆ จำนวน 13 ประเทศ แล้วยังคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ความชุกของการมีเอชไอวี เปรียบเทียบให้เห็นกับที่ UNAIDS และWHO ได้รายงานไว้เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมาด้วย
ทั้งนี้ AHF เคยทำการรณรงค์แบบเดียวกันนี้มาแล้วในเทศกาลวันเอดส์โลกปี 2551 โดยตอนนั้นมีการรณรงค์ให้คนทั่วโลกออกมาตรวจเลือดจำนวน 1 ล้านคน ซึ่งก็พูดเป็นนัยๆ ว่า ประสบความสำเร็จค่อนข้างดี
ความสำเร็จ 2 ปีดังกล่าว ทำให้ประธานของ AHF ไมเคิล เวนสเติร์น (Michael Weinstein) ออกมาบอกว่า เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า มายาคติที่ว่า คนจะกลัว ไม่กล้าออกมาตรวจเลือด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง เพราะกลัวว่าจะถูกตีตรานั้นเป็นความเชื่อที่ผิด พร้อมกับอ้างต่อว่า คนทั่วโลกต้องการได้รับการตรวจเลือด โดยการจัดเป็นบริการขนาดใหญ่และฟรี ที่มีการให้บริการการปรึกษาก่อนการตรวจที่ทยอยกันเข้ามาเป็นกลุ่มๆ มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมหลายๆ แบบเพื่อใช้ในการตรวจเลือด และมีการส่งต่อผู้ที่พบว่ามีเชื้อเอชไอวีเข้ารับบริการดูแลหรือรักษาด้วยยาต้านไวรัสในทันที การจัดรูปแบบบริการแบบนี้จะทำให้ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นหนทางที่จะช่วยให้ผู้คนได้รับรู้สถานะการมีเอชไอวีและช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเอชไอวีได้
ชิ้นที่สอง เป็นเรื่องที่ AHF ได้ออกรายงานอีกชิ้นว่า ในช่วงวันที่ 13 – 14 กุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา AHF และภาคีร่วมงานทั่วโลก ได้รณรงค์แจกจ่ายถุงยางอนามัยฟรี พร้อมกับสร้างความตระหนักเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยออกไปใน 34 เมือง ของ 15 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมรำลึกวันถุงยางอนามัยนานาชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ด้วย
การรณรงค์ครั้งนี้ ได้มีการแจกจ่ายถุงยางจำนวน 500,000 ชิ้นออกไปในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ช่วงดังกล่าว โดยส่วนใหญ่เป็นถุงยางของ AHF ภายใต้ยี่ห้อ “ถุงยางแห่งรัก” (LOVE Condom) ซึ่งมีคำขวัญที่ใช้สื่อสารว่า “รักตัวเอง รักคู่ของตน(ด้วย)”
ครั้งนี้ไมเคิล เวนสเติร์น (Michael Weinstein) บอกว่า ความสำเร็จในการจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันสากลเรื่องถุงยางอนามัยของตนเองในทั่วโลกครั้งนี้ เป็นการบอกกล่าวกับโลกครั้งสำคัญว่า AHF มีความมุ่งมั่นในเรื่องการป้องกันขั้นพื้นฐานในระดับโลก และมองว่า คำขวัญของ AHF ที่ใช้ในการส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยที่บอกว่า “รักตัวเอง รักคู่ของตน(ด้วย) หมายถึงการป้องกันตนเอง ป้องกันคู่ โดยไปรับการตรวจเลือดหาเชื้อและได้รับการรักษาเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี” อันเป็นบอกถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่าง การใช้ถุงยางอนามัย การตรวจเลือด และการรักษา
เขายังหวังว่า ในวันสากลเรื่องถุงยางอนามัยในปีหน้า ซึ่งจะตรงกับวันวาเลนไทน์และเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อีกครั้ง เราจะเห็นความร่วมมือกันที่ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมของประเทศต่างๆ ในเรื่องนี้
เทอรี่ ฟอร์ด (Terri Ford) ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการรณรงค์นโยบายระดับโลกของ AHF บอกว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ (13 - 14 กพ.) ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ทั้งความรักและ “ถุงยางแห่งรัก” ฟุ้งกระจายอยู่ในสายลมที่พัดผ่านจากประเทศอินเดีย ไปยังอูกันดา ผ่านไปยังรัสเซีย กัมพูชา และลอสเองเจลิส (อเมริกา) โดยนอกจากจะมีการแจกจ่ายถุงยางอนามัยจำนวนหลายแสนชิ้นออกไปแล้ว ยังมีการจัดบริการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีฟรีในหลายพื้นที่พร้อมกันไปด้วย
เธอได้บอกต่ออีกว่ากิจกรรมครั้งนี้ของ “ถุงยางแห่งรัก” แสดงให้เห็นว่า วิธีการสร้างสรรค์ทางการตลาดเล็กๆ น้อยๆ แพ็คเกจที่มีสีสันของถุงยางซึ่งทำได้ในราคาไม่แพง บวกกับตัวถุงยางอนามัยที่มีประสิทธิภาพสูง จะช่วยให้เราดึงเอาเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยกลับมาสู่แถวหน้าของการป้องกันได้อีกครั้ง
เธอยังบอกอีกว่า ในช่วงเวลาที่เงินทุนสนับสนุนการทำงานด้านเอดส์ลดน้อยถอยลง ความคิดเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ (คุ้มทุน) ต้องมาเป็นอันดับต้นๆ และไม่มีเครื่องมือการป้องกันเอชไอวีใดๆ ที่มีประสิทธิภาพมากไปกว่าถุงยางอนามัยราคาเพียง 5 เซ็นต์ (บาทกว่าๆ)
งานรณรงค์ของ AHF ครั้งนี้ จัดขึ้นในหลายๆ ที่ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ประเทศเม็กซิโก ทวีปแอฟริกา (เคนย่า รวันด้า แอฟริกาใต้ แซมเบีย) ประเทศรัสเซีย ประเทศยูเครน อีสโตเนีย และลิธัวเนีย โดยครั้งนี้ก็เช่นเดิมที่มีการให้รายละเอียดด้วยว่า มีการดำเนินกิจกรรมหลักๆ ในที่ใดบ้าง และมีการแจกจ่ายถุงยางอนามัยออกไปจำนวนกี่ชิ้น มีคนมารับการตรวจเลือดกี่คน และพบคนที่มีเอชไอวีกี่คน ซึ่งท่านที่สนใจรายละเอียดของข่าวทั้งสองชิ้นนี้ สามารถติดตามได้ที่ www.aidshealth.org
ผมเองมีข้อสังเกตในเรื่องนี้อยู่บ้างว่า
ข่าวประชาสัมพันธ์ของ AHF สองชิ้นนี้ ดูเหมือนจะเน้นการอธิบายผลสำเร็จเรื่อง การรณรงค์ให้มีการตรวจเลือด โดยมุ่งแสดงผลว่ามีจำนวนผู้มารับบริการตรวจเลือดเป็นจำนวนมากเป็นหลัก ในขณะที่จำนวนถุงยางอนามัยที่แจกจ่ายออกไปเป็นเพียงเรื่องรองลงมา ทำให้เห็นได้ว่า
การรณรงค์ให้มีการตรวจเลือด ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเครื่องมือ (ทางการแพทย์) ในการค้นหาผู้ที่มีเอชไอวีเพื่อทำการป้องกันการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีเพิ่ม และเพื่อทำการรักษา โดยเรื่องนี้กลายเป็นวาระเรื่องเอดส์ที่สำคัญทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศด้วย
เห็นได้จากข่าวการรณรงค์ให้คนไปตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีกันอย่างกว้างขวางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีตัวอย่างการออกมาเสนอข่าวของ AHF ซึ่งสิ่งที่แฝงอยู่ในรายงานข่าวแบบนี้ ที่นอกจากเป็นเรื่องความสำเร็จในเชิงจำนวนถุงยางอนามัยที่แจกจ่ายออกไป และความสำเร็จในเชิงจำนวนของผู้ที่มารับการตรวจเลือดหาเชื้อแล้วก็คือ การยืนยัน แนวคิดที่ว่า การตรวจเลือดจำนวนมาก จะทำให้ค้นพบผู้ที่มีเอชไอวีได้เร็วและมีจำนวนมากด้วยเช่นกัน โดยมองว่ามีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวีอยู่ และจะเป็นอันตรายในการทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเอชไอวี ซึ่งแนวคิดนี้ใช้กันทั่วไป รวมทั้งในประเทศไทยด้วย (คนที่สนใจเพิ่มเติม เตรียมหาอ่านการวิเคราะห์การใช้แนวคิดนี้ในรูปนโยบาย PICT ได้ในรายงานวิเคราะห์นโยบายฯ ของ กพอ. ได้ที่เว็บไซด์นี้ เร็วๆ นี้)
น่าเสียดายที่ข่าวไม่ได้บอกต่อว่า
ในการเชิญชวนคนมาตรวจเลือดจำนวนมากๆ มองเห็นจากภาพถ่ายที่ผู้คนเข้าแถวเป็นแนวยาวเข้าไปในเต็นท์แล้วให้สงสัยว่า
- จะมีการจัดบริการให้การปรึกษาทั้งก่อนและหลังการตรวจเลือดด้วยหรือไม่
- แล้วเขาดูแลเรื่องความเป็นส่วนตัวกันอย่างไร เรื่องการดูแลรักษาความลับเรื่องผลการตรวจเลือดล่ะ ทำกันอย่างไรน่ะ?
- เมื่อพบผู้ที่มีเอชไอวีแล้ว แม้จะบอกว่ามีการส่งต่อเข้าระบบเพื่อรับการรักษาต่อไปนั้น ได้มีการเตรียมความพร้อมเรื่องการตัดสินใจและการวางแผนการรักษาอย่างไรบ้าง?
- เขาทำอย่างไรต่อกับคนที่มีผลเลือดแสดงว่ายังไม่มีเชื้อเอชไอวี
- ในเรื่องการส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย เขาแจกถุงยางเฉยๆ หรือว่าทำอย่างไรกับมันบ้าง? มีการให้ความรู้ พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการใช้หรือไม่ใช้ด้วยหรือไม่?
- แล้วคนมองหรือเข้าใจเรื่องถุงยางอนามัยที่เขาแจกกันอย่างไรบ้าง มองเป็นเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อการป้องกันโรคอย่างเดียว? หรือมองเป็นอย่างอื่นด้วยหรือไม่?
- จะมีคนที่คิดว่า ถุงยาง..เอาไว้ให้สำหรับคนที่มีเอชไอวีใช้เท่านั้นหรือไม่?
- จะมีคนที่พบว่าตนเองยังไม่มีเอชไอวีแล้วจะคิดว่า เรายังไม่เป็น...ก็ไม่ต้องใช้อยู่บ้างไหม?
เพราะแม้ว่าถุงยางมีประสิทธิภาพในการป้องกันการรับ-ถ่ายทอดเชื้อได้จริง แต่ว่ามันไม่ได้ง่ายเพียงแค่ว่าแจกจ่ายออกไปแล้วคนจะใช้
เพราะการใช้หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัยไม่ได้มีเพียงมิติของการป้องกันการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเพียงมิติเดียวแต่ยังมีมิติอื่นๆ อีกด้วย พิจารณาจากคำพูดรณรงค์ของผู้หญิงหลายคนเรื่องไมโครบิไซด์ในเวทีประชุมเอดส์นานาชาติหลายครั้งที่ผ่านมาว่า “ไมโครบิไซด์เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัวเองของผู้หญิง ที่ผู้หญิงสามารถควบคุมและมีอำนาจในการตัดสินใจได้เอง มากกว่าถุงยางอนามัยซึ่งอยู่ในอำนาจการตัดสินใจของผู้ชายมาโดยตลอด”
ประเด็นเรื่องถุงยางอนามัยจึงอยู่ที่ว่า การเลือกใช้/ไม่ใช้อะไรในการมีเพศสัมพันธ์ยังมีมิติของ “อำนาจระหว่างเพศ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และยังเกี่ยวโยงกับเรื่อง “เพศวิถีที่แตกต่างหลากหลาย” อีกด้วย
สำหรับประเด็นเรื่องการรณรงค์ให้คนไปตรวจเลือดนั้น เป้าหมายของการจัดบริการตรวจเลือดอยู่ที่เรื่องใดกันแน่ เป็นการทำเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี หรือทำเพื่อสร้างความตระหนักให้คนลดภาวะความเปราะบาง ที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงในการรับ-ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี ของทั้งคนที่มีเอชไอวีและยังไม่มีเอชไอวี หรือว่าจะทำพร้อมๆ กันไปทั้งสองอย่าง
เราอยากเห็นการรณรงค์ให้คนมาคนมาเข้าแถวตรวจเลือดกันแบบนี้ในประเทศไทยจริงๆ หรือ? ดูรูปข้างล่างนี้
 |

|
| ชาวอูกันดาเข้าคิวกันรอไปตรวจเลือด |
การให้บริการปรึกษาก่อนการตรวจเลือดแบบกลุ่มในเม็กซิโก |
|
|
|

|
| การตรวจเลือดใน เฮติ และกัวเตมาลา |
Posted by ACPP web admin
Thursday, February 18, 2010 11:58:56 PM
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้อ่านข่าวความเคลื่อนไหวชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการจัดเทศกาลคานิวัลอันโด่งดังของประเทศบราซิล โดยมีการพาดหัวข่าวว่า
บราซิลแจกถุงยางอนามัย 55 ล้านชิ้นในเทศกาล
คานิวัล
แล้วมีการขยายความว่า ริโอ เดอ จาเนโร – เจ้าหน้าที่สุขภาพชาวบราซิล เริ่มต้นการรณรงค์สร้างความตระหนักเรื่องเอดส์ และจะดำเนินการแจกจ่ายถุงยางอนามัยจำนวน 55 ล้านชิ้นในช่วงเทศกาลคานิวัล
โดยโฆษณาใหม่ในรายการทางทีวี จะมีการพูดถึงถุงยางอนามัยให้ชัด ๆ เพื่อเตือนให้วัยรุ่นพกพา
ถุงยางอนามัยไปด้วยเมื่อออกไปร่วมงานปาร์ตี้
และนายโฮเซ่ เท็มโปรัล รัฐมนตรีสาธารณสุขของบราซิล ได้ออกมาพูดว่า การรณรงค์ในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่การให้การศึกษาแก่วัยรุ่นหญิงและเกย์ให้ใช้เครื่องมือการป้องกัน โดยมีสโลแกนว่า
“ถุงยางอนามัย (ไม่ว่าจะเพื่อ) ความรัก ความเมตตา หรือแม้เพียงแค่เซ็กส์ ก็ให้ใช้มันทุกครั้ง”
แม้ว่าในปีนี้รัฐบาลจะไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะแจกจ่ายถุงยางอนามัยออกไปจำนวนเท่าไหร แต่ปีที่แล้วรัฐบาลได้แจกจ่ายถุงยางอนามัยฟรีออกไปเกือบ 500 ล้านชิ้น ทั่วประเทศบราซิล หรือคิดเฉลี่ยได้ว่า ประชาชนบราซิลจะได้รับถุงยางเฉลี่ย 2.6 ชิ้นต่อคน
สำหรับในบ้านเรา ในช่วงวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ผมได้ยินผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งรายงานว่า “มีเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยกับ การรณรงค์ของรัฐบาลในวันวาเลนไทน์ แล้วก็อ้างถึง คน 2 คน โดยนักข่าวเรียกคนแรกว่า “เจ้เบียบ” (คุณระเบียบรัตน์ พงค์พานิช) และ อ.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์จากจุฬาฯ” ว่าทั้งสองให้ความคิดเห็นว่า
* การรณรงค์มุ่งเน้นไปในเรื่องเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นมากเกินไป
* การรณรงค์มุ่งเน้นไปที่การแจกจ่ายถุงยางอนามัย
พร้อมกับบอกว่ามีข้อเสนอว่า แทนที่จะมุ่งไปในทิศทางดังกล่าว รัฐบาลน่าจะให้ความสำคัญกับเรื่อง
* การรณรงค์เรื่องความรักของครอบครัว เป็นเรื่องของพ่อ แม่ ลูก ก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่กว้างไปกว่าเรื่องเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น และ
* แทนที่จะมุ่งเน้นเรื่องการแจกถุงยางอนามัย ก็น่าจะส่งเสริมเรื่อง การรักนวลสงวนตัวดีกว่า
ผู้ประกาศข่าวช่องนั้น ไม่ได้ให้รายละเอียดว่า ใคร/คนใดวิจารณ์หรือให้ข้อเสนอใด เพราะเป็นการพูดรวมๆ ไป
เนื้อข่าวมีแค่นั้นเองครับ อีกทั้งยังเป็นเวลาสั้นๆ เพียง 2 – 3 นาที ที่ผู้ประกาศข่าวพูดถึงเรื่องนี้ก่อนไปพูดเรื่องอื่นต่อ แต่ผมเอาเรื่องนี้มาคิดต่อครับว่า
การเสนอข่าวแบบนี้ อาจเป็นอคติของการทำข่าว ที่พยายามสร้าง คู่ความคิดเห็นตรงข้าม โดยอ้างหลักการว่า ต้องมีมุมมองข่าวให้รอบด้าน แต่บ่อยครั้งคำว่ารอบด้าน มักจะเป็น ความคิดเห็นตรงกันข้าม แบบขัดแย้งกันด้วย ซึ่งส่งผลกระทบให้สังคมไม่ได้เรียนรู้อะไรมากไปกว่า ต้องเลือกข้าง ว่าชอบหรือไม่ชอบความคิดเห็นข้างใด
แต่หากไม่ใช่อคติของผู้ประกาศข่าว ก็เป็นไปได้ว่า...
สังคมของเรายังมองเรื่องเพศแบบแยกข้าง แยกส่วนจากกัน แล้วก็พยายามเสนอความคิดเห็นของตนเองเป็นหลัก อยู่กันคนละส่วน คนละพื้นที่ คนละมุม โดยไม่มีการสร้างพื้นที่ตรงกลางในเรื่องเพศขึ้นมาเลย ราวกับว่า ต้องเลือกเอาว่าจะเสนอเรื่อง เพศสัมพันธ์กับถุงยาง หรือว่า เสนอเรื่อง ความรักบริสุทธิ์กับการรักนวลสงวนตัว (ของเด็กผู้หญิงด้วยเท่านั้น)
เรามีพื้นที่ตรงกลางจริงๆ ไหมครับ
เรามีทางเลือกเรื่องเพศสัมพันธ์ที่กว้างขวาง จริงๆ หรือเปล่าครับ และ
เราควรแจกจ่ายถุงยางอนามัยในสังคมดีไหมครับ
Posted by ACPP web admin
Tuesday, February 09, 2010 12:40:38 AM
Kseniya Simonova หญิงสาววัย 24 ปีจากประเทศยูเครน ผู้เล่าเรื่องของหญิงสาวในโศกนาฏกรรมสงครามผ่านเม็ดทราย
ย้อนไปในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนาซีเยอรมันเริ่มก่อไฟสงครามรุกรานไปทั่วทวีปยุโรป ชีวิตที่สงบสุขของผู้คนก็ถูกทำลายลง
แม้ในห้วงยามของความสวยงาม เป็นค่ำคืนที่ฟากฟ้าสุกพราวด้วยแสงแห่งดวงดาว เมื่อฝูงบินรบของผู้รุกรานปรากฏตัวเหนือท้องฟ้า หญิงสาวกับชายหนุ่มคนรักก็พลันต้องถูกพรากจากกันไกล
ความหวั่นไหว ความกังวลใจกับการสูญเสียจากการพลัดพราก ทำให้หญิงสาวตกอยู่ในห้วงทุกข์ ใบหน้านองน้ำตา
ใบหน้าของเธอก็กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขอีกครั้ง เมื่อเธอรับรู้ถึงชีวิตใหม่ของทารกน้อยในตัวเธอที่กำลังเติบโต
แม้เธอได้ชีวิตใหม่เพิ่มเข้ามา แต่เธอก็ต้องสูญเสียอีกชีวิตที่ผูกพันมาร่วมกัน ไปพร้อม ๆ กับความโหดร้ายของสงคราม
หญิงสาวที่เพิ่งพบความสุขใจ พลิกผันกลับกลายเป็นหญิงหม้าย เมื่อมีจดหมายแจ้งข่าวร้ายจากสงคราม ใบหน้าเปี่ยมสุข พลันเปลี่ยนไปเป็นอมทุกข์ เศร้าใจ
ที่หน้าอนุสาวรีย์ทหารนิรนาม เธอสิ้นแรงใจ คุกเข่า นั่งร้องไห้ ร่วมชะตากรรมกับหญิงหม้ายอีกหลายนาง เมื่อผู้ชายของเธอเหล่านั้นจากไปกับไฟสงคราม
ความเกลียดชังยังคงพัดโหมกระพือ ไฟสงครามยังคงเผาผลาญชีวิต โศกนาฏกรรมของหญิงสาวยังดำเนินต่อไปมิรู้จบสิ้น
ที่ริมหน้าต่างบ้านอีกหลังในยูเครน หญิงสาวอีกคน พร้อมลูกน้อย กำลังโบกมืออำลา สามีผู้ที่กำลังจะจากไปสู่สงคราม
เป็นความพลัดพรากและการสูญเสีย ที่หมุนเวียนราวกับไม่มีวันจบสิ้น นานเท่าใดหนอ มนุษย์จึงจะได้เรียนรู้
ประชาชนชาวยูเครน เรียกสงครามครั้งนั้นว่า The Great Patriotic War เป็นสงครามที่พรากเอาชีวิตชาวยูเครนไปกว่า 8 – 11 ล้านชีวิต ซึ่งสูงถึง 1 ใน 4 ของประชากรยูเครนทั้งหมด 42 ล้านคน ชมเรื่องเล่าของเธอเรื่องนี้ได้ที่นี่
Posted by ACPP web admin
Monday, January 25, 2010 10:30:54 AM
ต้นบ่ายวันนั้น กลางปี 2549 วันที่แสงแดดกำลังแผดจ้า ทาบทามท้องฟ้าจนขาวโพลน หนุ่มอารมณ์ดีคนนี้ ถูกกวักมือเรียกมาจากการทำหน้าที่เวรยามหน้าโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง พี่พยาบาลบอกว่า
"เธอคุยกับคนนี้ก็ได้น่ะ หากต้องการคุยกับคนที่เพิ่งเริ่มกินยาต้าน(ไวรัส)
แต่เขายังไม่เปิดเผยกับคนอื่นว่าตัวเองมีเชื้อเอชไอวีน่ะ"
ผมนิ่งคิดอยู่แว๊บหนึ่ง...เอ๊า ลองดู
แม้จะเพิ่งเริ่มบ่ายแรกของวัน โรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้ก็ดูเงียบสงบลง ผิดกับความจอแจวุ่นวายในช่วงเช้า ที่มีผู้มารับบริการดูแลรักษาสุขภาพกันจนโถงโรงพยาบาลแทบปริ เราเดินห่างออกมาอีกช่วงหนึ่งจากป้อมยามกั้นทางเข้าโรงพยาบาลและตัวตึก แล้วเลือกชิงช้าไม้เล็ก ๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ริมลานสนามหญ้า เริ่มต้นนั่งพูดคุย
ผมบอกเจตนา พร้อมน้ำเสียงเกรงใจ
“หากไม่พร้อม ก็ปฏิเสธได้ ไม่ต้องกังวลว่า พี่พยาบาลเค้าจะดุ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี” เขาตอบกลับมาสั้น ๆ
อาจเพราะมีบางสิ่งเหมือนกันในบุคลิกขี้เล่น พอเริ่มคุยกันสักพัก เราทั้งสองคนก็คุยเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แล้วเพลงชีวิตของเขาก็เริ่มบรรเลง
ชายหนุ่มคนนี้เปรียบเทียบว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลง ผกผัน ไปอย่างที่ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว นับตั้งแต่วันที่เขามุ่งหน้าจากบ้านเกิดเมืองเหนือเพื่อเข้ากรุงฯ
เขาเริ่มเพลงแรกจากฉากชีวิตของตนเอง ที่ต้องเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอน ไปทำอาชีพวินมอเตอร์ไซด์ที่เมืองกรุงฯ ที่นั่นเขาได้พบรักกับหญิงสาวจากบ้านเดียวกัน เธอเพิ่งกลับมาจากเมืองซากุระแดนไกล หลังจากได้ไปประกอบอาชีพสตรีขายบริการ
เขาบอกว่า ชีวิตช่วงนั้นน่ะ “หนุ่มบาว สาวปาน” เห็น ๆ.... เพลงของคาราบาวนั่นแหละ .......เพื่อน ๆ ร่วมวินเดียวกันก็พากันเรียกเขาว่า หนุ่มบาว.....
แต่เพลงรักเพลงนี้ กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขา.... เมื่อภายหลังเขาพบว่า ตนเองป่วยหนักเรื้อรัง รักษายังไงก็ไม่หาย จนต้องตัดสินใจกลับมาบ้านเกิด ในสภาพที่ร่างกายทรุดโทรมเต็มที่
เขาพบว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวีพร้อม ๆ กับเจ็บป่วยหนักด้วยอาการวัณโรค ซึ่งต้องใช้เวลาเยียวยาอยู่นาน จากนั้นจึงค่อยเริ่มต้นการดูแลสุขภาพด้วยยาต้านไวรัสตามมาในที่สุด
ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งนี้ นับเป็นครั้งสำคัญ เพราะมันทำให้เขาต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีและยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต
ความเจ้าบทเจ้ากลอน ช่างเปรียบ เทียบเคียงชีวิต ทำให้เขาเปรียบชีวิตตนเองนับจากจุดนี้ไป ว่าเหมือนกับการขี่มอเตอร์ไซด์ที่เขารัก
“ชีวิตผมไม่มีสิทธิเหยียบคันเร่งอีกแล้ว
มีแต่ต้องแตะคลัชช์ แตะเบรค ประคองตัวไม่ให้ล้ม”
เมื่อสุขภาพเริ่มดีขึ้น มีเรี่ยวแรงกายกลับมา เขาก็เริ่มต้นทำงานอีกครั้ง เป็นยามรักษาการณ์หน้าประตูรั้วโรงพยาบาลที่เขารักษาตัวอยู่ พร้อม ๆ ไปกับการห้อม้าเหล็กรับใช้พระเจ้า โดยใช้กีตาร์ที่เขามีอยู่แทนพระคัมภีร์ เล่นดนตรีสอนชีวิตให้กับวัยรุ่นหนุ่มสาวแถวหมู่บ้าน
หนุ่มบาวรีเทิร์น เปรียบชีวิตตนเองอีกครั้งกับเพลงชีวิตบทใหม่ ที่เขาใช้นำพาชีวิตต่อไปข้างหน้าอย่างมีความหมาย
“น่าจะเหมือนเพลงตะเกียง (ตะเกียงดวงน้อย) ของวงเคียสมั้ง
เมื่อก่อนมันมีแสงสว่าง แต่เดี๋ยวนี้มันค่อนข้างริบหรี่
แต่มีแสงอยู่ .... รู้ว่ายังเป็นตะเกียง
แต่มันใช้น้ำมันก๊าดหรือแก็สก็ไม่รู้.... มันริบ ๆ หรี่ ๆ....
ผมดูตัวเองเป็นตะเกียงอยู่ เฉลียวฉลาด ไปไหนเอาตัวรอด รถก็มี
แต่สติยั้งคิดไม่มี เลยพัง”
เมื่อถูกร้องขอ หนุ่มบาวปล่อยยิ้ม โยกชิงช้าเล็กน้อย พร้อมกับร้องเพลงนี้ให้ผมฟัง ด้วยเส้นเสียงชีวิต ที่แม้ไม่มีเสียงสายกีตาร์ห้าเส้นคลอ แต่เพลงนี้ก็ฟังเพราะ ลอยเอื้อยเรื่อยไปกับสายลมบ่ายคล้อยเย็น.......
กับเวลา ที่ยังพอมีเหลืออยู่
อยากให้โลกรู้ หัวใจเหมือนไฟแผดเผา
ที่ผ่านมานั้น เคยคิดคร่ำครวญ
อยากจะหวล ย้อนคืนวันเก่า
ชีวิตเรา เปรียบดัง ตะเกียงดวงน้อย
ได้เจอเธอ เหมือนดังได้พบโลกใหม่
อบอุ่นสดใส หัวใจเหมือนนกโบยบิน
มีเธอนั้นเป็นเพื่อนร่วมทาง ความอ้างว้างมลายไปสิ้น
ตะเกียงดวงนี้ สาดแสงเหมือนดวงตะวัน
แต่บทสุดท้าย เหมือนดังฟ้าดินกลั่นแกล้ง
เปลี่ยนแปลงผลักใส หัวใจให้แตกสลาย
ให้เรานั้นจำต้องแยกทาง ความอ้างว้างเกาะกุมหัวใจ
ช่างโชคร้าย มีใครที่เป็นเหมือนเรา
ตะเกียงดวงนี้ ถึงคราอับแสงสว่าง
ล่องลอยเคว้งคว้าง เหมือนดังหิ่งห้อยราตรี
สิ่งที่เหลือ สิ่งที่ยังอยู่ คือหัวใจอ่อนล้าเต็มที่
จะมีใคร เห็นใจฉันบ้างหรือเปล่า
แต่บทสุดท้าย เหมือนดังฟ้าดินกลั่นแกล้ง
เปลี่ยนแปลงผลักใส หัวใจให้แตกสลาย
ให้เรานั้นจำต้องแยกทาง ความอ้างว้างเกาะกุมหัวใจ
ช่างโชคร้าย มีใครที่เป็นเหมือนเรา
จากวันนั้น หัวใจมีแต่ความว่างเปล่า
ความเงียบเหงา เศร้าซึมทุกข์ใจทุกข์กาย
จะยอมทิ้งมันไว้ข้างทาง สร้างพลังสร้างชีวิตใหม่
อาจมีใคร เห็นใจฉันบ้างซักคน
จะมีใคร จุดไฟให้เธอมาใหม่....
(ขอบคุณบทเพลง “ตะเกียงดวงน้อย” โดยวงเคียส)
Posted by ACPP web admin
Monday, January 25, 2010 10:18:49 AM
คนที่เคยเดินทางไปตามเขตรอยต่อของจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือ คงพอหลับตานึกเห็นภาพเส้นทางทอดยาวคดเคี้ยวผ่านภูเขา ที่นำพาผู้คนผ่านไปตามชุมชน เมืองเล็ก เมืองน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ตามพื้นที่ราบระหว่างภูเขาใหญ่
เมืองนี้ก็เป็นเช่นเมืองอีกหลายเมืองตามหุบเขาใหญ่ เป็นอำเภอหนึ่งที่อยู่ระหว่างทางผ่านของสองจังหวัดใหญ่ทางเหนือ เป็นเมืองที่ผมมีโอกาสไปเยี่ยมเยียน เรียนรู้ชีวิตของคนหลาย ๆ คนที่นั่น
เมืองนี้ซ่อนตัวอยู่ระหว่างหุบเขา ที่อาจเรียกได้ว่า อยู่ในสภาพไกลปืนเที่ยงก็ว่าได้ หากนับย้อนไปในวันเวลาที่พี่ชายคนนั้นยังเป็นหนุ่มอยู่..........
บ่ายวันหนึ่งในช่วงกลางปี 2549 ผมพบกับเขา....ผู้ชายคนนั้น....ในวันเวลาที่เขาผ่านชีวิตมากว่าสี่สิบห้าปีแล้ว เขาได้รับการติดต่อเพื่อช่วยบอกเล่าชีวิตของเขาให้ผมฟัง ในห้องว่างของโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง
หลังพูดคุยแนะนำตัวทำความคุ้นเคยกันสักพัก พี่ชายก็เริ่มต้นเล่าชีวิตให้ผมฟัง ว่าเวลาที่ผ่านไปเกือบค่อนชีวิตของเขาผ่านอะไรมาบ้าง....ชีวิตวัยหนุ่มที่รุ่งเรือง ที่นับว่านำสมัยและโดดเด่น กับโศกนาฐกรรมชีวิตในพื้นที่เมืองกลางหุบเขา....
เขาย้อนถามผมว่า อยากให้เล่าเรื่องแบบนี้ใช่ไหม..... ผมไม่ขัด....เขาจึงเล่าต่อไปเรื่อย..นับเป็นชั่วโมง ๆ
ระหว่างนั้น ผมถามเขาว่า ชีวิตปัจจุบันนี้เป็นอย่างไรบ้าง....พี่ชายนิ่ง มองหน้าผม ดวงตาของเขาฉายแวววูบเหงาให้เห็น
เราเปลี่ยนมาพูดคุยเรื่องชีวิตปัจจุบันและอนาคต ที่บางคนบอกว่า เขาไม่มีอนาคตอีกแล้ว...อนาคตที่เหลืออยู่ของเขาขึ้นอยู่กับเม็ดยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี
ที่เขาต้องกินทุกวัน ต้องกินให้ตรงเวลา
เป็นการกินยาตามเข็มนาฬิกา ที่ผูกพันธนาการชีวิตของเขาเอาไว้
เป็นการกินยาเพื่อให้มีชีวิต และ....มีชีวิตเพื่อกินยา
เวลาอีกกว่าชั่วโมง ที่ผมนั่งฟังพี่ชายคุย เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาอย่างเดียวดาย อยู่ร่วมกับสหายชื่อความเหงา โดยมีพยานชีวิตเป็นนก ไก่ กา ที่เขาเลี้ยงไว้ในสวนกลางหุบเขา....เขาต่อชีวิตของเขา ด้วยความหวังกับหญิงสาวรุ่นพี่ที่อยู่แดนไกล ผู้ที่คอยเป็นห่วง ดูแลเขาทุก ๆ ครั้ง ยามที่เธอเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด
น้ำเสียงของเขายามบอกเล่าเรื่องของเธอ ดูหนักแน่น จริงจัง แต่เป็นเสียงที่เปี่ยมสุข...นั่น...นับเป็นความรู้สึกของผม ...เป็นน้ำเสียงที่แตกต่างออกไป
ความผูกพันระหว่างสองคน มีต้นทุนมาจากความเป็นเพื่อนและความห่วงใย....สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตของเขา เป็นความหมายในการมีอยู่ของชีวิต ชีวิตของชายวัยกลางคน ที่ผู้คนในชุมชนบอกว่า เคยเป็นชีวิตที่โดดเด่น ล้ำสมัย อยู่ในชุมชนที่ตั้งอยู่ห่างไกลท่ามกลางหุบเขา แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ ผู้คนที่นั่นบอกว่า เขาไม่รุ่งแล้ว
ช่วงบ่ายวันถัดมา ขณะที่ผมนั่งฟังและเรียนรู้ชีวิตของชายอีกคนอยู่ ผมเห็นพี่ชายคนเดิม เดินผ่านไปมาหน้าห้องหลายรอบ สายตาที่มองมาแสดงความหมายต้องการพบกับผมอีกครั้งให้ได้ เขารออยู่จนเราได้พบกัน เขาเข้ามาขอเทปที่อัดเสียงการพูดคุยระหว่างเราเมื่อวานนี้ บอกความต้องการ ใช้สิ่งนี้เป็นพยานชีวิต ที่บ่งบอกเจตนาบริสุทธิ์ และความรักที่มีต่อหญิงสาว...ผู้ที่เขาเฝ้ารอ
“หากเกิดอะไรขึ้น ผมอยากให้เขาได้ยินที่ผมพูดเมื่อวานนี้ ว่าผมรู้สึกกับเขาอย่างไร....”
ผมยังคงคิดถึงคำพูดนี้ เป็นคำพูดที่พี่ชายคนนั้นบอกผมว่า....
การพูดคุยกันของเรา ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ความหวังในชีวิตของเขามีความหมายเยี่ยงไร และเขาไม่อยากสูญเสียมันไป
และหากถึงวันที่เขาต้องจากโลกนี้ไป เขาก็อยากให้หญิงสาวคนนั้นได้ฟังถ้อยคำที่เขาพูดถึงเธอด้วยความจริงใจ โดยมีคนแปลกหน้าอย่างผมเป็นเพื่อนร่วมสนทนารับฟัง
ผมหยุด นิ่ง คิด.....ว่า....ในขณะที่เม็ดยา.....อาจทำหน้าที่ของมันในการต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายของเขา แต่สิ่งที่ค้ำจุนชีวิตและจิตใจของเขาอยู่เบื้องหลัง กลับเป็นความหวัง ความหมายในชีวิต ที่สร้างขึ้นมาจากต้นทุนชีวิต ความรัก ความผูกพันระหว่างมนุษย์...
...ที่การให้ความหมายเรื่องเอดส์กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้พรากเอาสิ่งเหล่านี้ไป
Posted by ACPP web admin
Monday, January 25, 2010 10:10:51 AM
ช่วงกลางปี 2551 ผมเดินทางไปที่โรงพยาบาลชุมชนในอำเภอแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เพื่อพบปะพูดคุยกับคนจำนวนหนึ่ง ที่ว่ากันว่า ได้รับประโยชน์จากบริการด้านการรักษาสุขภาพด้วยเม็ดเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งที่ได้รับมาจาก กองทุนโลก เพื่อการต่อสู้กับปัญหา เอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย
หนึ่งในจำนวนผู้คนที่ผมพบเป็นเธอ ที่ผมขอเรียกเธอว่า “ชุ” เรานัดหมายคุยกันที่ลานทางเดินเล็ก ๆ ผ่านไปยังห้องอาหารของโรงพยาบาลแห่งนั้น ผมมีภาระกิจหลักในการพูดคุยสอบถามเรื่องผลการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่มีต่อสุขภาพของเธอ เม็ดยาที่เธอกิน เพื่อนำผลที่ได้ไปทำเป็นข้อเสนอในการจัดบริการรักษาให้ดียิ่งขึ้น
......น่าแปลกใจว่า เรื่องราวของเธอที่สัมผัสใจของผม กลับมิใช่เรื่องความเข้มงวดกับเวลาและวินัยในการกินยา
“เพียงแสงพราวใจ ยามค่ำคืน”
“ชุ” มีลักษณะภายนอกที่ดูเป็น “สาวประเภทสอง” ชัดเจน เธออายุ 44 ปีแล้ว ปัจจุบันพักอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีทั้งพ่อและแม่ ซึ่งอายุกว่า 80 ปี พี่ชายขี้เมาอาละวาด 1 คน น้องชายที่พิการทางสมองอีก 1 คน และน้องสาวคนเล็กที่มีลูกติด 2 คน
ทั้งหมด 7 ชีวิต อาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน โดยมีรายได้ทางเดียวคือ จากน้องสาวคนเล็กที่เพิ่งมีแฟนใหม่เป็นชาวต่างชาติได้ไม่ถึงปี ทำให้น้องสาวคนนี้มีเงินส่งมาอุดหนุนครอบครัวเดือนละ 3,000 บาท
เธอออกจากบ้านตั้งแต่เรียนหนังสือจบชั้น ป. 4 ด้วยอายุเพียง 12 – 13 ปี พกพาเอาความเป็นคนหน้าตาดี สะสวยคล้ายลูกครึ่ง ตะเวรทำงานไปทั่ว และจบลงด้วยการให้บริการทางเพศที่ร้านคาราโอเกะแห่งนั้น... สถานที่ทำงานแห่งสุดท้าย...ก่อนที่จะมีอาการป่วยด้วยการไอออกมาเป็นเลือด ทำให้เธอไปตรวจรับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ด้วยวัยเพียง 30 กว่า ๆ เธอก็พบว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวี ทำให้เธอตัดสินใจกลับบ้านหลังจากที่ออกจากบ้านมานานกว่า 20 ปี
เธอพักรักษาตัว เก็บงำความลับไว้ในใจ แต่อยู่ได้เพียงช่วงเดียว ด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจและการยังชีพ เธอตัดสินใจบากหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำอีกครั้ง และแน่นอนไม่มีที่ว่างอื่นใดให้เธอได้ทำงาน นอกจากงานบริการในร้านคาราโอเกะเช่นเดิม แต่คราวนี้อดทนทำงานอยู่ได้ไม่นาน อาการป่วยด้วยวัณโรคก็กำเริบหนักมากขึ้น เธอจึงต้องซมซานกลับมาบ้านด้วยสภาพร่างกายที่ทรุดโทรม
.......การกลับบ้านครั้งนี้ สภาพร่างกายของเธอช่างแตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับคราวที่เธอจากบ้านไปด้วยวัยกำลังแรกรุ่น.........
เธอมาติดต่อขอรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน หลังจากได้รับการรักษาอาการวัณโรค ไปพร้อมๆ กับคำแนะนำให้ตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี เธอไม่ได้ปริปากบอกเจ้าหน้าที่ในสิ่งที่เธอรู้มาก่อนหน้านี้แล้วเกือบปี หลังจากรักษาอาการวัณโรคจนทุเลา เธอก็ได้เริ่มต้นรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสในช่วงปลายปี 2546 เนื่องจากปริมาณภูมิคุ้มกันของเธอต่ำมาก
เธอเริ่มต้นด้วยสูตรยาพื้นฐาน GPO vir เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ทั่วไป เวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง แม้สุขภาพร่างกายจะดีขึ้น แข็งแรง มีเรี่ยวมีแรงสามารถทำงานบ้านได้ แต่สภาพภายนอกของร่างกายเธอก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน แก้มที่เคยตึงเปลี่ยนเป็นซูบลง จนปรากฏภาพแก้มที่ซูบตอบอย่างเห็นได้ชัด ช่วงปี 2550 เธอปรึกษากับหมอ และได้รับการปรับเปลี่ยนสูตรยาให้ใหม่ เป็น GPO-Z ที่เธอใช้มาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่แก้มของเธอก็ยังไม่คืนกลับสภาพเดิม
อะไร ๆ ในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เธอหยิบกระเป๋าสะตางค์สีดำ ขนาดเท่าฝ่ามือ ที่ลงเหลือเอาไว้เพียงเก็บรูป บัตรประจำตัวประชาชน และบัตรประจำตัวผู้ป่วยของโรงพยาบาล กับแบงค์ยี่สิบอีก 2 ใบ และเหรียญบาทอีก 2 – 3 เหรียญ เธอส่งรูปใบเล็ก 2 ใบให้ดูเปรียบเทียบ ว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นคนหน้าตาดี
“....อย่างตอนออกมาโรงพยาบาล หรือว่าออกมาหาเพื่อน ก็มีนิดนึง ก็มีทาแป้งแต่งหน้า ไม่ให้โทรม คือว่าให้ดูดีหน่อย ก็คงไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราทำงานกลางคืน เราก็แต่งทุกวันอยู่แล้ว แต่พอมาอยู่บ้าน ปัญหาในบ้านมันเยอะเราก็ไม่สามารถแต่งได้.......
....ก็....มีความสุขที่สุด สายเดี่ยว สองเดี่ยว สามเดี่ยวก็ได้แต่ง... เดี๋ยวนี้ก็เสื้อผ้าเก่าก็เอามาใส่อยู่ แต่... ไม่เหมือนเดิม แต่ก่อนเราก็สวยเนอะ แขนเราก็เนียนขาวดูดี ทำไมเดี๋ยวนี้ตามเส้นเลือดมันพอง ไม่เรียวเหมือนเดิม ก็รู้อยู่แค่นั้น แต่ก็มีความสุข ได้แต่งได้ทาปาก...”
เธอมีจิตใจอยากเป็นสาวอยู่ตลอดเวลา แน่นอนเธอยังคงอยากแต่งสาวอยู่ และใช้ช่วงเวลาค่ำมืดส่วนตัวของตนเองก่อนเข้านอน เติมความสว่างในจิตใจ...และเติมเต็มความต้องการนั้นให้กับตนเอง
“....เพราะว่าบางคนก็แต่งตัวสาว อย่าง “ดวงใจ” นี่ก็แต่งตัวเป็นสาวอยู่แล้วใช่มั้ย อย่างชุนี่ก็อยากแต่งตัวเป็นสาวอยู่ พูดถึงดวงใจ..เค้าก็เป็นผู้หญิงเต็มร้อยอยู่แล้วล่ะ แต่ว่าภายในบ้านทำให้เราแต่งตัวลำบาก เราอยากจะมีนมเหมือนกับเขา เราก็ทำไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าอยากเป็นผู้หญิงนี่ทำได้ แต่งได้ แต่เราทำไม่ได้ อย่างการแต่งหน้าทาปากนี่ก็เหมือนกันก็ทำได้ลำบาก.........ทำได้ไม่เต็มที่ ไหนจะปัญหาเรื่องอยู่เรื่องกินใครจะมีความสุขล่ะ...
....บางทีก็แต่งนะ ตอนกลางคืนแต่งได้นอนหมอน ตื่นขึ้นมาก็ล้างออก แต่งให้ตัวเองดูว่าตัวเองสวยแล้วมีความสุข มีความสุขทำไปเถอะ ไม่เดือดร้อนคนอื่น ทำไป...”
เธอดูเป็นคนแกร่ง แม้ใบหน้าจะเปื้อนริ้วรอยของความเหนื่อยล้า ปะปนกับผลข้างเคียงอันเกิดจากฤทธิ์ของตัวยาที่ใช้ในการรักษาอย่างเห็นได้ชัด สุขภาพเธอแข็งแรง มีเพียงจิตใจของเธอที่ว้าวุ่นเป็นระยะ ๆ เธอบอกว่า ชีวิตต้องเผชิญกับปัญหาในการดำรงชีพ และภาระในการดูแลน้องชายอยู่ที่บ้านทุกวัน
“....ปัญหาเรื่องชีวิตประจำวัน ค่าใช้จ่ายและก็ปัญหาอื่น ๆ ภายในบ้าน ถ้าเกิดว่าในอนาคตสักวันนึงพ่อเขาไม่ได้อยู่กับเราแล้ว เขาไปแล้ว แต่น้องคนนี้เขายังไม่ตาย..จะไม่ตกเป็นภาระของเราเหรอ เราเองเราก็ย่ำแย่อยู่แล้ว ทำไมเราต้องมารับภาระตรงนี้อีก เราจะปล่อยทิ้งหรือว่าปฏิเสธ มันก็ไม่มีใครทำแล้ว มีตัวเราอยู่คนเดียวที่ทำอยู่ตอนนี้ แต่ตอนนี้ก็ยังดีมีพ่อช่วยอยู่ บางสิ่งบางอย่างมันเลอะกางเกงอยู่ ก็ล้างออกเสีย แล้วบิดให้มันแห้ง แล้วเอาไปใส่ถังเครื่องซักผ้าเสีย เราก็พอทำได้ เกิดว่าวันนั้นว่าเขาไม่อยู่ เขาก็แปดสิบกว่าแล้วเนอะ ทำงัยล่ะ ถ้าเกิดว่าน้องชายคนนี้ยังไม่ตาย เราทำงัย......
.......น้องนี่แหละหนักที่สุดช่วงนี้ ตัวเองนี่ตัดปัญหาออกไปเลย เพราะว่าช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง ตั้งแต่มากินยากับกลุ่ม......... ก็ช่วยตัวเองได้ทุกอย่าง สามารถทำงานได้ทุกอย่าง ผ่าฟืน นึ่งข้าว ทำอาหาร ทำอะไรการกินได้ทุกอย่าง เพราะว่าโรคพวกนี้ใช่ว่ามันจะติดกันง่ายๆ ใช่มั้ย แต่ที่หนักที่สุดเสียสุขภาพจิตที่สุดคือน้องชาย พูดง่ายๆ ว่าน้องชายนี่แก้ปัญหาอย่างไร ตัวเองก็ยังพอมีปัญญาบ้าง........”
ช่วงแรก ๆ ที่เข้ามารับบริการตรวจเลือดที่โรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา เจ้าหน้าที่แนะนำเธอว่า ที่นี่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหมือนเธอรวมกลุ่มกันอยู่ ทำให้เธอเริ่มมอง เริ่มสังเกต และลองเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม จากนั้นเธอก็กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของกลุ่มมาจนถึงปัจจุบัน
“....มาไม่เคยขาด โดยเฉพาะตัวชุเองนะ คนอื่นไม่รู้ โดยชุจะนับวันรอ วันไหนจะมีกิจกรรมกลุ่ม จะได้มาโรงพยาบาล เพราะว่าจะได้ออกจากบ้าน ใจไม่เคยอยู่กับบ้านเลย ที่อยู่เพราะว่าทนฝืนอยู่ คือมันหลีกไม่ได้ที่จะไปที่อื่น ถึงจะหลีกปัญหาไปที่อื่น ปัญหามันก็อยู่กับเราอีก มันไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดี แต่ที่ออกมาวันหนึ่งชั่วโมง ขอให้เรามีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ เราก็พอใจ นรกมันก็เบาบางขึ้น...........”
แต่แม้ว่ากลุ่มจะมีความสำคัญกับเธอมากเพียงใดก็ตาม เธอก็เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเรื่อยมา คนเข้ามาร่วมกิจกรรมกลุ่มน้อยลง เพราะทุกคนสุขภาพแข็งแรงขึ้นก็มีภาระหน้าที่ในชีวิตที่ต้องดำเนินไป เธอพูดถึงกลุ่มว่า
“....มันก็ดีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับผู้ติดเชื้อมากกว่า เพราะผู้ติดเชื้อตอนที่โทรมเข้ามาใหม่ๆ เขาก็จะเชื่อฟังตามหมอทุกอย่าง แต่พอมีแรง เขาก็ไปทำงานหากิน เขาก็ไป จากการที่ว่ากลุ่ม.........ที่มีความสามัคคี ที่สุด มันก็จะด้อยลงไปตรงที่ว่า เขามีแรงไปทำงานแล้ว ใครเขาจะมาอยู่รอวันเข้ากลุ่มอย่างเดียวล่ะ เขาก็ต้องทำมาหากิน อันนั้นก็เข้าใจเขา เข้าใจทางโรงพยาบาล เข้าใจทางกลุ่มด้วย เพราะว่ามันก็ต้องเป็นวิถีชีวิตของคนอยู่แล้ว ก็ต้องไปทำนองนั้นอยู่ เพราะว่าเงินเลี้ยงชีพ (เบี้ยยังชีพ) ถ้าพูดไปแล้ว ก็เหมือนขอทาน ถ้าเราไม่จำเป็นจริง เราก็ไม่อยากจะเอา ไม่อยากจะขอเหมือนกันแหละ ถ้าเรามีงานอื่นๆ ทำ ถ้าเราไม่มีภาระทางบ้านต้องดูแลพ่อแม่ ก็อยากไปหาทางอื่น ไม่อยากได้หรอกเงินพวกนี้ แต่ที่เอาเพราะว่าไม่มีอะไรที่จะนั่นอยู่ อย่างชุนี่ต้องเอา เพราะว่ามันไม่มีรายได้อื่นเลย ชุต้องเอา ถึงคนจะเปรียบเปรยว่าเหมือนขอทานก็ต้องยอมรับสภาพ เพราะว่าอย่างน้อยก็เป็นขอทานกิตติมศักดิ์ เราไม่ถือขันไปตามข้างสะพานลอย เราจำเป็นต้องเอา....”
การสัมภาษณ์พูดคุยจบไปแล้ว เธอบอกว่า “พี่มาคุยแบบนี้ ก็ช่วยอะไรชุไม่ได้หรอก” ชีวิตของเธอยังคงดำเนินต่อไป เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า
“.....ไม่ได้ท้อเพราะว่า ไม่เหมือนเดิม คนอื่นก็ใช่ว่าจะหามาให้เรากินใช่มั้ย ขอให้ใจเราสวยก็พอ ถึงแม้หน้าจะไม่สวยเหมือนเดิม ขอให้ใจเราสวยเหมือนเดิม ถึงเราจะไปแคร์ความรู้สึกในสายตาคนอื่นเขา ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะหาอะไรให้เรากิน เราจะแคร์คนที่หาอะไรให้เรากิน เราจะรักษาน้ำใจกับคนที่เขาหยิบยื่นให้เรา อย่างเช่นน้องคนที่เขาหยิบยื่นให้เรา เขาพูดอะไรก็ไม่อยากขัดใจเขา เพราะว่าเขาดีกับเรา แต่คนอื่น เขาไม่ได้หยิบยื่นให้เรานี่ เราจะไปสนใจทำไม.....
......เรื่องการรักษานี่มันรักษาได้ ไม่ต้องไปคิดสั้นอะไร ทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่กำลังใจ มันจะหนักจะเบา แต่จะพูดไปแล้วมันเท่ากันหมด มันขึ้นอยู่กับใจมากกว่า ก็เป็นตัวยาชนิดหนึ่งเหมือนกันนะกำลังใจ กำลังใจเป็นตัวยาชนิดเอก ตัวยาเป็นตัวเสริมให้เรามีกำลังใจขึ้น เป็นตัวเสริมตัวยา แต่ที่นี้กำลังใจมาอันดับหนึ่ง ถ้าคนหนักขนาดไหน ถ้ากำลังใจเต็มร้อย คิดว่าต้องฟื้นกันทุกคน ทุกคนถ้าใจห่อเหี่ยว ปลงตกกับชีวิต คือคนนั้นแม้จะมียาวิเศษขนาดไหนก็ไม่สามารถทำให้ตัวเองอยู่รอดได้ จะไปทุกคน....”
ขอบคุณมากครับชุที่คุยด้วย
Posted by ACPP web admin
Monday, January 25, 2010 10:00:53 AM
ต้องเดินทางผ่านคราบน้ำตาอีกกี่มากน้อย. จึงจะได้ค้นพบใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม..
ต้องเดินทางผ่านความเศร้าโศกอีกกี่มากน้อย.. จึงจะได้ค้นพบความปิติสุข...
ต้องเดินทางผ่านความสูญเสียอีกกี่ผู้คน..จึงจะได้ค้นพบ.ความหมายของการมีชีวิต..
ฤา...คำตอบมิได้ล่องลอยอยู่ในทุกอณูแห่งสายลม….
กว่า 2 ทศวรรษบนเส้นทางการเผชิญหน้าและการต่อสู้เรื่องเอดส์ นอกจากความเศร้าโศกและการสูญเสียแล้ว ยังทำให้เราได้ค้นพบความงดงามและพลังที่สำคัญ เป็นพลังแห่งการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย
หลายต่อหลายครั้งของการเดินทาง เพื่อนฝูง คนคุ้นเคยได้เดินทางจากเราไป ผ่านมิติของกาลเวลา จากสถานที่หนึ่งไปสู่อีกสถานที่หนึ่ง จากร่างกายที่รู้รับจับต้องสัมผัสได้…คงเหลือไว้เพียงอดีตและร่องรอยแห่งความทรงจำ เราได้เรียนรู้ถึงพลังและการสร้างพลังชีวิตในการขับเคลื่อนทางสังคมของพี่น้องเหล่านั้น ผ่านความสัมพันธ์ในมิติหญิงชาย ความหลายหลากทางชาติพันธุ์ นานาความเชื่อ ศรัทธาและศาสนา จากชุมชนสู่ชุมชน และแน่นอนจาก”ชุมคน”สู่”ชุมคน”เช่นเดียวกัน เป็นการเรียนรู้บทเรียนชีวิตบนความพยายามในการแสวงหาภูมิปัญญาและความรู้ ที่แสดงให้เห็นได้ด้วยตา สัมผัสรับรู้ได้ด้วยใจ ผ่านกระบวนการสร้างพลังในมิติคุณค่าความหมายของการเป็นมนุษย์ ทั้งที่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและหรือมีความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อน ซึ่งคงต้องใช้เวลาในการทบทวนให้เห็นด้วยใจ
นับถอยหลังก้าวที่หนึ่ง…
..การเริ่มเดินทางย้อนกลับไปบนเส้นทางที่ผ่านมา..
...มิใช่เป็นเพียงความต้องการถอยหลังไปยังที่จุดเริ่มต้นแต่อย่างใด...
....หากแต่เป็นการเดินทางถอยหลังเพื่อการก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งหนึ่ง....
กว่าสองทศวรรษหรือยี่สิบปีที่สังคมไทยรับรู้เรื่องเอดส์ มีกี่มากน้อยของผู้คนที่ได้เรียนรู้และทบทวนตนเอง จากชีวิตสามัญของคนยากไร้ไม่ว่าจะในท้องทุ่งชนบทหรือสลัมเมือง ชีวิตหรูหราด้วยเสน่ห์ทางวัตถุและความสะดวกสบายของเศรษฐีผู้มีอันจะกิน ชีวิตอุดมคติของนักกิจกรรมสังคม ชีวิตมีเกียรติด้วยภูมิรู้ของครูบาอาจารย์ นักวิชาการ หรือแม้…ชีวิตของเราเอง
มีกี่มากน้อยของผู้คนที่จะได้ทบทวนว่า เรื่องราวของสังคมและผู้คนแวดล้อมที่กำลังเผชิญหน้ากับเอดส์ ได้สร้างปัญญาให้เราได้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ได้ทบทวนและเรียนรู้ความหมายของ “เอดส์” ได้อย่างรอบด้าน ทั้งกายสัมผัส ใจรับรู้ และจิตวิญญาณซึมซับเพียงใด
เรา…เริ่มนับหนึ่งเรื่อง เอดส์ ว่ามันเป็นเชื้อโรค คนที่ป่วยเป็นเอดส์ เพราะเขามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกาย เป็นเชื้อโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา คนที่ป่วยเป็นเอดส์ต้องตาย ตายในสภาพที่น่าเวทนา และที่สำคัญมันแพร่กระจายผ่านส่วนเปราะบางในชีวิตของความเป็นมนุษย์ ผ่านกิเลส ตัณหา ความอยากมีอยากได้ รวมทั้ง…ผ่านการแสวงหาความสุขเพื่อปลดเปลื้องชีวิตออกจากความทุกข์ ความเศร้า ความเหงา ความกลัวการถูกทอดทิ้ง
เรา…เริ่มคิดหาหนทางจะหยุดยั้งมันด้วยการสร้างภาพความน่าหวาดกลัว ด้วยความเข้าใจอย่างผิวเผินเรื่องความเป็นมนุษย์ว่า เราจะสามารถหยุดยั้งมันได้ด้วยการข่มขู่ให้ผู้คนหวาดกลัวและไม่เข้าใกล้มัน
“เอดส์ รักษาไม่หาย เป็นแล้วตายลูกเดียว”
“มั่วเข็ม มั่วเพศ ติดเอดส์ไม่รู้ตัว”
“หยุดสำส่อนทางเพศ หยุดเอดส์”
เรา…ประสบความสำเร็จในการขู่ให้ผู้คนหวาดกลัว ทำให้สังคมตกอยู่ในความเงียบ รวมทั้งฉุดดึงเอาส่วนลึกของความกลัวในตัวเราขึ้นมาด้วย แต่เรากลับไม่สามารถหยุดเอดส์ได้ ในขณะที่ความกลัวได้พัฒนาตัวมันเองกลายเป็น ความรังเกียจ กีดกัน ตีตรา แบ่งแยกความเป็นมนุษย์ของผู้คนในสังคม เพียงเพราะพวกเขาและเธอเหล่านั้นมีเชื้อเอชไอวีในร่างกาย นี่นับเป็นความสำเร็จ..ฤา..เป็นความล้มเหลว
หลายปีต่อมา…ท่ามกลางความหวาดกลัวของผู้คน ในความสับสนและความเงียบงันของสังคม การสงบนิ่งสดับฟังเสียงท่ามกลางภวังค์แห่งความเงียบและความหวาดกลัว อาจทำให้เราได้ยินสำเนียงสายเสียงกระซิบบอก ที่หากไม่สดับฟังก็คงมิได้สัมผัสถึงพลังและความหมายที่ระทึกก้องอยู่ในโสตประสาท ทั้งปลุกเร้าและย้ำเตือนให้เราได้รับรู้ถึงสำนึกของความเป็นมนุษย์ของเพื่อนผู้มีเชื้อเอชไอวี …ณ ที่นั้น…การเดินทางเพื่อค้นหาคุณค่าและความหมายของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
นับถอยหลังก้าวที่สอง…
แดง
ฉันผิดแปลกแตกต่าง ?? ฉันไม่ได้หายใจเหมือนเธอหรือ
หรือไม่ใช่พวกพ้องเดียวกัน หรือเราไม่ได้แบ่งปันฝัน
ถ้าฉันแตกต่างออกไป ความแตกต่างนั้นคือตัวฉันเอง
ไม่สวย ไม่งามหรอกหรือ สิ่งต้องการคือ มองลึกลงไปใต้เนื้อหนัง
ร่างกายเป็นเพียงเครื่องห่อหุ้ม ความจริงแท้ คือความงามภายใน
สิ่งที่ดวงตาไม่เห็นเสมอใจ มีไข่มุกงามในเปลือกหอยเรียบง่าย
คงต้องใช้หัวใจค้นหา และอยากบอกว่า ดวงตา ไม่อาจมองลึกเท่าใจ”
ประเสริฐ เดชะบุญ (แดง) เพื่อนผู้มีเชื้อและอยู่ร่วมกับเอชไอวีมานานกว่า 15 ปี เขียนและร้องเพลงนี้ให้เราได้ฟังท่ามกลางความเงียบของผู้คน ความแห้งแล้งของจิตใจมนุษย์ที่ถูกแบ่ง ถูกแยก เพียงเพราะการมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกาย…. ที่คงต้องหลับตาอ่านและเปิดใจฟังความหมาย จึงจะพบความเรียบง่าย สวยงาม ที่มีมากกว่าเสียงที่หูได้ยินและตัวอักษรที่ดวงตามองเห็น
เบียร์
“ผมผูกพันกับครอบครัวมาก แม้จะยากจน แต่ก็มีความสุข พ่อแม่รักผม ฉะนั้นผมจึงทนไม่ได้ที่จะให้เขาหมางเมินไปอย่างนี้ มันโหดร้ายต่อผมมากกว่าความตายเสียอีก ถ้าผมจะตาย ผมก็อยากตายโดยที่พวกเขาเข้าใจผม ผมเริ่มเขียนจดหมายให้ทางบ้านฟังว่า ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ เกิดปัญหาอะไร พยายามให้เขาเข้าใจว่าเอดส์ไม่ได้ติดกันง่าย ๆ มีแผ่นพับ เอกสารอะไร ผมก็ส่งไป ทำแบบนี้ทุก 2 วัน จน 3 เดือนเข้าแล้ว ก็ยังไม่มีใครเขียนตอบ กระทั่งเดือนที่ 4 จึงมีจดหมายตอบกลับมาว่า ‘ให้กลับบ้านเถอะ ทุกคนเป็นห่วง…'
ปาน
“แต่ก่อน จะทำอะไรก็จะนึกถึงตัวเองและครอบครัวก่อน ไม่ค่อยได้สนใจว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร พอรู้ว่าติดเชื้อ ได้รวมกลุ่ม เห็นชีวิตของหลายคนที่เขาทุกข์มาก ๆ มันทำให้ลืมความทุกข์ของตัวเอง มีอะไรที่เราช่วยได้ก็อยากทำ ตอนนี้สอนลูก ก็จะเน้นเรื่องให้เป็นคนดี รู้จักแบ่งปัน แล้วก็พยายามให้เขาช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะถึงวันหนึ่งที่แม่ไม่อยู่ เขาจะได้มีคนรัก และอยู่อย่างไม่ลำบากเกินไปนัก”
ขันแก้ว
“สายใยเอย สายใยรัก แม่ถักแม่ทอ
กระตุกกี่..กี่ครั้งหนอ จึงจะพอต่อฝันงาม”
เป็นเวลากว่ายี่สิบปีมาแล้วที่ขันแก้วได้รับการสอนทอผ้าจากแม่ เธอค่อย ๆ หัดเรียงร้อยเส้นไหม ให้เป็นผ้าผืนงาม ณ เวลานั้น ขันแก้วไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าต้องเรียนรู้เรื่องของผ้าและกี่ทอผ้า
จวบเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ขันแก้วจึงได้รู้ว่า แท้จริง ชีวิตก็คล้ายการทอผ้านั่นเอง อาจมีบางครั้งที่เกิดการกระตุก ติดขัดบ้าง แต่เธอก็ต้องแก้ปัญหานั้นไป โดยมีจุดหมายสูงสุดคือ การได้มาของผ้าผืนหนึ่ง จะสวยหรือไม่ แต่ถ้าพยายามอย่างที่สุดแล้วก็ควรพอใจมิใช่หรือ
ทุกวันนี้ขันแก้วเย็บผ้าและทอผ้าเพื่อเป็นแรงสานต่ออนาคตของลูก ผ้าชีวิตที่เธอเคยทอ เคยติดขัด ยับย่นมาแล้ว คงจะไม่สูญค่าไปเปล่า ๆ เธอหวังว่า ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยทำให้เธอวางตำแหน่งและทิศทางของเส้นไหมได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น
เพื่อวันข้างหน้า… ผ้าผืนนั้นของลูก จะสวยงามกว่าของเธอ…
นับถอยหลังก้าวที่สาม…
“เอดส์มิใช่เพียงแค่ เอชไอวี หรือไวรัสชนิดหนึ่ง หรือโรคชนิดหนึ่ง เอดส์หมายถึง “คน” ที่อยู่ในสภาพภูมิต้านทานบกพร่อง อันมีสาเหตุมาจากไวรัสชนิดหนึ่ง จุดเน้นที่ผ่านมาเรามุ่งอยู่แต่ที่ตัวของไวรัสมากกว่าที่คน เราจึงมุ่งวิจัยโรคเอดส์และอาการของโรค มากกว่าพิจารณาผู้ป่วยด้วยทัศนะแบบองค์รวม เราเน้นภาพที่น่าเกลียดน่ากลัว อาการทั้งภายในภายนอกทุกอย่าง และนำเสนอต่อสาธารณชนโดยหวังว่า จะทำให้ผู้คนกลัวและป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อนี้….
…เอดส์เป็นโศกนาฎกรรม เป็นการแตกสลายของฐานธาตุทั้ง 4 ที่มิใช่เพียงธาตุ 4 ในชีวิตคนคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงธาตุของสังคม ของโลก และของธรรมชาติโดยรวม เอดส์ทำให้ความเป็นคนแตกสลาย เอดส์ ทำให้เราต้องกลับมาไตร่ตรองและทบทวนชีวิตกันใหม่ เอดส์ ทำให้เราต้องหันกลับมาหาเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ แสวงหาความรู้ที่ทำให้เกิดปัญญา และนำไปสู่ความจริง”
อาจารย์เสรี พงศ์พิศ ออกมาบอกมากล่าว มาเล่าเรื่องราวของเพื่อนผู้มีเชื้อเอชไอวีหลายคนที่เขาเข้าไปคลุกคลีสัมผัสในฐานะเพื่อนมนุษย์
หากเอดส์เป็นความไร้เหตุผลบนความมีเหตุมีผลในความสัมพันธ์ของมนุษย์ เอดส์คงเป็นภาพสะท้อนความไร้เหตุผลที่มนุษย์แสดงความรังเกียจ กีดกัน แบ่งแยก และปฏิบัติต่อกันราวกับมิใช่พี่น้อง ญาติมิตร และเพื่อนมนุษย์ เรื่องราวชีวิตข้างต้นของ แดง เบียร์ ปาน และขันแก้ว เป็นเพียงชีวิตส่วนหนึ่งของเขาและเธอ ที่บอกเล่าผ่านหนังสือชื่อ “จากวันที่ผันเปลี่ยน : คืนวัน ความฝัน รอยยิ้ม และน้ำตาของผู้มีเชื้อเอชไอวี” ด้วยความมุ่งหวังและตั้งใจที่จะบอกให้สังคมได้รับรู้ถึงความเป็นมนุษย์ในตัวของเขาและเธอ เพียงหวังว่าสังคมจะมองเห็นความเป็นมนุษย์ของเขาและเธอมากกว่าเชื้อไวรัสเอชไอวีที่มีอยู่ในร่างกาย เพียงหวังจะเกิดแรงบันดาลใจในการผลักดันให้เกิดพลังและทางเลือกของสังคมไทยในการต่อสู้กับเอดส์และความรังเกียจ กีดกัน แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกันและกัน
ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่พยายามถ่ายทอดภาพเหล่านี้ออกสู่สังคม เพื่อให้สังคมได้หลุดพ้นออกจากความหวาดกลัว ที่มิใช่เป็นแค่ความหวาดกลัวต่อเอชไอวี/เอดส์ในฐานะที่เป็นเชื้อโรคเท่านั้น แต่เป็นความหวาดกลัวต่อการแบ่งแยก กีดกัน และทำลายความรัก ความเคารพที่พึงมีต่อกันในฐานะมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
“เอดส์เป็นอาณาแห่งทุกข์ ที่มาจากโครงสร้างของสังคมที่อยุติธรรม แก่งแย่ง เอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงกัน เราควรใช้เอดส์เป็น “อุบาย” ในการเข้าถึงความทุกข์ของคนและสังคม เพื่อค้นหาเหตุแห่งทุกข์ เพื่อสร้างวิถีแห่งการอภัยให้แก่กัน เพื่อเอาชนะความกลัว”
อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ กล่าวปาฐกถาไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งในปีพุทธศักราชที่ 2546
“ขอบคุณที่เป็นเอดส์” คุณพิมใจ อินทะมูล ผู้ติดเชื้อหญิงถ่ายทอดความนึกคิดของเธอให้ผู้คนหลากหลายที่พบกันในต่างกรรมต่างวาระฟังหลายต่อหลายครั้ง ถึงความหมายของเอดส์ที่ช่วยให้เธอหยุดมองหยุดทำเพื่อตัวเอง และ…เริ่มต้นมองและทำเพื่อสังคม
เราจะมองเห็นเอดส์ อย่างมีปัญญา ไม่มองแยกเป็นส่วน ๆ ได้อย่างไร?
เราจะมองเห็นเอดส์ พร้อมกับมองเห็นความรัก ความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
และร่วมกันฝ่ามายาคติแห่งการแบ่งแยก กีดกันมนุษย์ได้อย่างไร?
ในนามของความเป็นมนุษย์
Posted by ACPP web admin
Monday, January 25, 2010 9:48:01 AM
เช้าวันนี้ผมตั้งใจว่า หลังจากเช็คอีเมล์เสร็จแล้ว ก็จะทำงานที่ค้างไว้อยู่หลายชิ้น แต่เพียงเลือกเปิดอีเมล์ฉบับแรกซึ่งส่งมาถึงผมเมื่อวันที่ 4 มกรา เป็นเมล์ส่งต่อชื่อ “สุขสวัสดีปีใหม่” จาก “อ้ายปั๋นมอย” มิตรร่วมอุดมการณ์ ข้างในเป็นลิงค์เชื่อมโยงไปยัง “YouTube” เมื่อคลิ๊กตามไปเปิดดู ก็เริ่มทำให้ผมสะดุด และต้องตามดูไปจนจบ
คำโปรยของวีดีโอลิงค์บอกว่า บันทึกนี้เป็นของ โครงการแห่งรักของสตาร์บัคส์ (The Starbucks Love Project) ระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา มีผู้คนจากประเทศต่าง ๆ รวม 156 ประเทศ ที่ร่วมรวมใจกันร้องเพลงๆ หนึ่ง พร้อม ๆ กัน ในวินาทีเดียวกัน จากประเทศของตน เพื่อเป็นการส่งความรัก และสร้างความตระหนักเรื่องปัญหาเอชไอวี/เอดส์ในทวีปแอฟริกา
ภาพวิดีโอหลังคำโปรยเบื้องต้นผ่านไป เป็นกลุ่มนักดนตรีเครื่องเป่าทองเหลืองวงเล็ก ๆ 4 คนจากออสเตรีย เริ่มบรรเลงดนตรีท่อนเกริ่นนำ ตามมาด้วย สเปน ก่อนเข้าสู่ท่อนร้องด้วยการเปล่งเสียง ความรัก รัก รัก รัก โดยเด็ก ๆ และผู้ใหญ่เกือบ 20 คนจาก โบลิเวีย
ภาพทยอยตัดไปตามประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมกันเปล่งเสียงร้อง เรื่อยเรียงไป สัมผัสได้ถึงความสุขใจ เพื่อบอกกับผู้คนผ่านเนื้อเพลง “เพียงแค่คุณมีรัก” (All You Need Is Love) ของ วงสี่เต่าทอง (The Beatles) ประมาณความหมายว่า
มิมีสิ่งใดที่คิดว่าทำได้ แล้วคุณจะทำมันไม่สำเร็จ
มิมีเพลงใดที่คิดว่าร้องได้ แล้วคุณจะไม่สามารถเปล่งเสียงร้องเพลงนั้นออกมา
มิมีสิ่งใดที่คิดว่าควรรู้ แล้วคุณจะไม่สามารถรู้ได้
มิมีสิ่งใดที่คิดว่าสามารถมองเห็น แล้วมันจะไม่ปรากฎ
เพียงแค่คุณมี รัก ทั้งหมด ทั้งมวลที่คุณต้องการคือ รัก
รักเป็นทุก ๆ สิ่งที่คุณต้องการ
ความรัก รัก รัก รัก รัก รัก รัก รัก
เพียงแค่คุณมีรัก รักเป็นทุก ๆ สิ่งที่คุณต้องการ
ดนตรีเพราะ ทำนองโดน เนื้อหาดี บวกแรงบันดาลใจในการสร้างสรรวิดีโอเพลงนี้ออกมาจาก การร่วมรวมใจของผู้คนจาก 156 ประเทศ ส่งผลให้ผมรับฟังและชมการแสดงชุดนี้อย่างมีความสุข
วิดีโอนี้น่าจะทำโดยทีมงานของสตาร์บัคส์เลิฟโปรเจก เพราะคำปิดท้ายบอกว่า ขอให้ผู้ที่ได้รับช่วยส่งต่อให้กับคนอื่น ๆ เพราะว่า จำนวนครั้งของการเปิดเข้าชม จะเป็นตัวบอกจำนวนเงินที่ สตาร์บัคส์จะสมทบให้กับกองทุนโลกเพื่อการต่อสู้กับปัญหาเอดส์ มาลาเรีย และวัณโรค โดยจะนำไปสนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาเอดส์ในทวีปแอฟริกา และถึงวันที่ผมเข้าไปดู ก็มีผู้คนกว่า 6 แสน 5 หมื่นคนคลิ๊กเข้าไปดูไปชมกันแล้ว
ผมเองเคยได้ดื่มกาแฟข้ามชาติยี้ห้อนี้ไม่กี่ครั้ง ก็อร่อยจริง แต่ก็ไม่ได้มีแรงปัจจัยซื้อมันดื่มต่อเนื่อง แต่คราวนี้สิ่งที่เขาทำให้เป็นส่วนหนึ่งของคำอวยพรปีใหม่สำหรับปี 2010 นับเป็นส่วนที่เติมความสุขให้ผมได้ชม ได้เกาะกระแสเทศกาลแห่งความสุขสำหรับปีใหม่ปีนี้ได้เป็นอย่างดี จึงเอามาเล่าสู่กันฟัง เป็นแรงบันดาลใจสำหรับปีนี้และปีต่อ ๆ ไป ว่า
มนุษย์สามารถทำทุกสิ่งที่ดีต่อกันได้ดังใจปรารถนา
เพียงแค่เรามี “ความรัก” ความห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
สุขสันต์วันปีใหม่ แล้วเชิญชวนกันเข้าไปชมตามลิงค์ข้างล่างนี้ครับ
Posted by Admin
Sunday, January 24, 2010 3:51:21 AM
ในลมหนาวเดือนธันวาคม ปี 2544 ระหว่างที่เรากำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมการมีส่วนร่วมในการประชุมระดับนานาชาติเรื่องเอดส์ว่าด้วยเรื่องการดูแลที่บ้านและชุมชนฯ ซึ่งกำลังจัดขึ้นที่เชียงใหม่ ผมแว่วได้ยินข่าวจากเพื่อนร่วมงาน เรื่องการจากไปของ “พอวา” เด็กหญิงตัวน้อย
ข่าวเศร้านี้ผ่านมาจากน้อง ๆ “ร้านเล่า” ซึ่งผูกพันกับครอบครัวนี้ใกล้ชิด ขณะที่ผมเองเป็นเพียงผู้รู้จัก ประกอบกับความวุ่นวายของงานในช่วงนั้น ทำให้ผมไม่ได้มีโอกาสไปร่วมงานอาลัยที่พ่อแม่ของเธอจัดให้
“พอวา” เด็กหญิงตัวน้อย ร่าเริง แจ่มใส ทุกครั้งยามเมื่อพบเธอพร้อมพ่อแม่และน้องชายที่ “ร้านเล่า”
กลางลมหนาวบนดอยสุเทพในอีกสองปีถัดมา ผมได้พบและเริ่มคุ้นเคยกับ “พี่นนท์” (สุวิชานนท์ รัตนพิมล) อีกครั้ง เมื่อคราวที่คนทำงานด้านเอดส์เชิญนักเขียนมาพูดคุยเรื่องการเขียนและการฝึกเขียน
นับแต่นั้น ผมได้ติดตามอ่านงานเขียนและงานเพลงของเขามาอย่างต่อเนื่อง รับรู้ถึงความรัก ความผูกพันที่เขามีให้ “พอวา” นางฟ้าของเขาเสมอมา
ผ่านมาอีก 4 ฤดูหนาว ผมก็ได้ฟังเพลงนี้ “นางฟ้า” (My angle) เพลงหนึ่งที่เขาเขียนและร้อง ให้กับความทรงจำที่มีต่อลูกสาวในอัลบั้ม นางฟ้าสีขาวกับรอยเท้าพระจันทร์
เนื้อเพลงให้สัมผัสถึงความอบอุ่น ความผูกพันธ์ สะท้อนแง่งามของความเป็นมนุษย์ที่พ่อพึงมีให้ลูกสาวที่จากไป
ดนตรีประกอบเป็นวงเครื่องสายวงเล็ก ๆ ช่วยขับเน้นความงดงาม ความรักที่เรียงร้อยผ่านเนื้อเพลงที่พ่อบรรจงเขียนถึงลูก เครื่องสายบางชิ้นให้อารมณ์เศร้าจับใจ ล่องลอยอยู่ท่ามกลางเสียงเครื่องเป่าทองเหลืองอีกหลายชิ้นที่พาเสียงเพลงประกอบลอยพริ้วเป็นฉากหลัง
ลมหนาวกำลังพัดส่งท้ายปี 2552 ผมหยิบเพลงนี้มาฟัง แล้วก็อยากชวนให้หาฟังกันครับ
เธอเป็นนางฟ้ายามบ่าย ในฤดูใบไม้ร่วงโปรย
เป็นสายสีรุ้งลมพัดโชย โดยใจใคร่รู้ ใคร่เห็น
เป็นลมเย็นเย็น ในป่าชื้นชุ่มฉ่ำ
เป็นเริงระบำรำฟ้อนดงหญ้าป่า
เป็นลายดวงตาบนท้องฟ้ากว้างไกล ในค่ำคืน
เป็นนางฟ้า ฮ้า ฮา ฮ้า ฮา
เป็นนางฟ้า ลงมาบนผืนดิน ให้ฉันชม
เป็นนางฟ้า ลงมาให้ฉันชม บนผืนดิน
เป็นนางฟ้า ฮ้า ฮา ฮา ฮา ฮา …
เธอเป็นนางฟ้าเดือนใกล้ เป็นลมดอกไม้โชยพัดมา
เธอโปรยละอองดาวเพียงพริบตา ลับแล้วไม่ลาเธอจากไป
เป็นมวลดอกไม้ในป่าชื้นชุ่มฉ่ำ
เป็นเริงระบำใบไม้ ใบหน้าป่า
เป็นลายดวงตาตามแม่น้ำไหลไกล ในค่ำคืน
.........
เพลง นางฟ้า (My Angel)
คำร้อง-ทำนอง สุวิชานนท์ รัตนภิมล
Posted by Admin
Sunday, January 24, 2010 3:42:03 AM
กาลครั้งหนึ่ง ยังมีเด็กชาย
ผู้ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามหรือร่างกาย
ผู้คนที่มองว่าเขาไร้ความหมาย
ได้พากันตั้งชื่อให้ว่า
"เด็กชายไร้ตัวตน"
เด็กชายไร้ตัวตน
อยากเป็นใครสักคน ที่มีความหมาย
เขาบรรเทาความเหงาเดียวดาย
ด้วยการปลูกดอกไม้มากมายเพียงลำพัง
แล้วในวันหนึ่งไม่คาดคิด
เด็กหญิงเขินอาย นำดอกไม้มามอบให้เด็กชายในวันสำคัญ
ตามประเพณีเป็นที่รู้
ว่าการมอบดอกไม้ในวันนั้น
ถือเป็นการบอกกัน ว่าฉันชอบเธอ
เด็กชายไร้ตัวตนไม่กล้าเชื่อเพราะแปลกใจ
จึงถามเด็กหญิงไป
เธอจะชอบฉันได้อย่างไร จะชอบกันตรงไหน
ทั้งร่างกาย หน้าตาฉัน เธอมองไม่เห็น
สิ่งที่ฉันเป็น คือเด็กชายไร้ตัวตน
เป็นบางสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า ไร้ความหมาย
เด็กหญิงก้มหน้าแล้วตอบเอียงอาย
ฉันไม่ได้คิดเช่นผู้คนที่เธอพบมากมาย
ฉันคอยแอบมองเวลาเธอปลูกดอกไม้
ฉันคงพูดไม่เก่งพอจะอธิบาย
แต่เท่าที่ฉันพอจะบอกได้คือ
ฉันชอบเธอเพราะสิ่งที่เธอทำ
เด็กชายทวนคำของเด็กหญิงอยู่ในใจ
ใช่เพียงดอกไม้ที่เด็กหญิงมอบให้
แต่เป็นบางสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกมีความหมาย
แม้จะเป็น เด็กชายไร้ตัวตน
"เด็ก ชายไร้ตัวตน" บทนี้ เป็น หนึ่งในยี่สิบสองบท ที่เขียนโดยผู้ที่ใช้นามว่า "ทรงศีล ทิวสมบุญ" ในหนังสือรวมเล่มของเขาชื่อ Once Upon Sometimes พิมพ์ครั้งที่ 2 โดยแพรวสำนักพิมพ์
ผมเลือกหยิบซื้อหนังสือเล่มนี้มา จากงาน CMU Book Fair เมื่อช่วงปลายพฤศจิกาต่อต้นธันวาที่ผ่านมา อ่านแล้วชอบหลายบทที่เขาเขียน บทที่ชอบมากน่าจะเป็นบทนี้ "เด็กชายไร้ตัวตน" จึงหยิบมาแบ่งปัน
ผมอ่านแล้วสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหลายอย่าง "เหงา" "เดียวดาย" "ผูกพัน" "การเป็นที่รัก" "การมีตัวตน"
ผมคิดตามต่อว่า ความเป็นมนุษย์เป็นเช่นนี้เอง เป็นคนที่อยากมีตัวตน มีความผูกพัน สัมพันธ์กับผู้คน อันเป็นความหมายของการมีชีวิตอยู่
สำหรับเขา เด็กชายไร้ตัวตน การมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย เป็นเยี่ยงนี้เอง เยี่ยงที่เพื่อนมนุษย์ควรมีให้กัน
แล้ว "การมีตัวตน" ของคุณ ของผม เป็นเยี่ยงไร ??